
กว่าจะยุบสภา...ก็สายเสียแล้ว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายแห่งประเมินผลการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ามีแรงกระเพื่อมต่อสถานการณ์การเมืองอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างไรบ้าง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายแห่งประเมินผลการตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ามีแรงกระเพื่อมต่อสถานการณ์การเมืองอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ และการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างไรบ้าง
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส มองว่าการยุบสภาในครั้งนี้มาช้าเกินไป เนื่องจากเป็นการยุบสภาหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีมติลาออกจากการเป็น สส. โดยนัยการเมืองมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ภาพการเมืองในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายๆ กับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2549 สามพรรคฝ่ายค้านอันประกอบไปด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จนทำให้เกิดคดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง และนำไปสู่การยุบพรรคไทยรักไทย หลังจากที่เกิดการรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549
ในช่วงแห่งความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อปี 2549 ดัชนีหุ้นมีการแกว่งตัวผันผวนเป็นอย่างสูง และมีการปรับเพิ่มขึ้นหลังจากมีการประกาศยุบสภา วันที่ 24 ก.พ. 2549 ในอีก 34 วันถัดมา กว่า 1.5% แต่พอถึงวันที่ 28 ก.พ. 2549 ที่พรรคฝ่ายค้านประกาศบอยคอต ดัชนีปรับลงกว่า 1.25% ก่อนที่จะฟื้นตัวในอีก 4 วันถัดมา ราวๆ 1.4% หลังจากนั้นในอีก 1 เดือนก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง วันที่ 3 เม.ย. 2549 ดัชนีปรับลงหนักกว่า 2% และแม้ว่าจะมีการฟื้นตัวแรงต่อเนื่อง 3 วันติดหลังจากเลือกตั้งเสร็จ กว่า 4% แต่พอเกิดเหตุการณ์การยื่นฟ้อง กกต. ฐานประพฤติมิชอบ ดัชนีหุ้นก็ปรับลงยาวในอีก 12 เดือนถัดมา กว่า 20%
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังกับเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างสูง โดยต้องจับตาท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะมีการประกาศจุดยืนหรือแนวทางอย่างไรต่อไป
หากประกาศลงสมัครเลือกตั้งก็จะเป็นข่าวดี แต่ถ้าประกาศไม่ลงเลือกตั้งก็เป็นข่าวร้ายที่จะทำให้ปัญหาวิกฤตการเมืองยืดเยื้อไปอีกนาน ซึ่งจะเป็นตัวกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม และแน่นอนว่านักลงทุนต่างชาติคงไม่อยู่รอจนถึงวันนั้น เม็ดเงินลงทุนที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2552 ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่ยังเหลือเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.2 แสนล้านบาท น่าจะเทขายออกได้อีกมาก เนื่องจากต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติคิดแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตั้งแต่ปี 2552–ปัจจุบัน อยู่ในระดับต่ำเพียง 1,047 จุด
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองการยุบสภาว่าทำให้สถานการณ์การเมืองผ่อนคลายลง แม้ว่าทางด้านกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณยังคงเดินหน้าประท้วงต่อไป แต่ความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงก็จะน้อยลง
ปัจจัยการเมืองที่จับตา คือ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับคำร้องกรณีร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 169 และ 170 (ซึ่งเดิมจะพิจารณาในวันที่ 4 ธ.ค. 2556 แต่เลื่อนออกไป)
การชี้มูลของ ป.ป.ช. กรณีสมาชิกรัฐสภา 312 คน แก้ไขที่มาของ สว.
สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งทั่วไป เพราะมีเงินสะพัดในระบบมากขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มพาณิชย์ ท่องเที่ยวและโรงแรม อาหาร สื่อสาร เป็นต้น
ฝั่งนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต ประเมินว่าการประกาศ “ยุบสภา” เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน ถือว่าเป็น “ข้อสรุป” เบื้องต้น และทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองลดลงระยะสั้น
แม้การยุบสภาจะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นต่อดัชนีหุ้น แต่ยังไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจาก 1) ต้องพิจารณาท่าทีพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะส่งสมาชิกลงสมัครเลือกตั้งหรือไม่
2) การชุมนุมแม้จะมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงลดลง แต่คาดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมยังเดินหน้าเรียกร้องการ “เว้นวรรค” ทางการเมือง เพื่อปฏิรูปการเมืองไทยต่อไป ขณะที่ถ้าพิจารณาปัจจัยภายนอกร่วมด้วย จะเห็นว่าการลดวงเงินคิวอียังจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีหุ้น และเร่งการไหลออกของกระแสเงินทุนต่อไป
ถ้าพิจารณาตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. ที่มีปัญหาการเมืองในประเทศเป็นต้นมา จะเห็นว่าประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับลดลงประมาณ 89% ใกล้เคียงกัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีซีมีโก้ คาดการยุบสภาเป็นทางออก WinWin Situation ชั่วคราว และคาดว่าจะทำให้ดัชนีหุ้นรีบาวด์ 8% ในรอบ 1 เดือน
ขณะที่ความเสี่ยงทางการเมืองและแรงขายต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยถ่วงตลาดหุ้น แนะนำถือเงินสด หรือสะสมกลุ่มปลอดภัย บริษัทที่มีกระแสเงินสดดี รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เช่น ส่งออกและขนส่ง หรือมีการปฏิรูปโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ อาทิ บริษัท ซีพี ออลล์
แต่หากสถานการณ์ชุมนุมยังคงยืดเยื้อ หรือเกิดความรุนแรง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คาดว่าไตรมาส 4 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตน้อยกว่า 1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และส่งผลทั้งปีนี้ อาจเติบโตเพียง 3% หรือต่ำกว่า ถูกฉุดลงโดยภาคการลงทุนและบริโภคเอกชน
ทางค่ายโบรกเกอร์ญี่ปุ่น บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินบทสรุปการเมืองหลังรัฐบาลเลือกยุบสภา ช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองให้คลายลงไป แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 คาดชะลอตัวลงจากทั้งธุรกิจการท่องเที่ยว การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคในประเทศ หลังปัญหาการเมืองยืดเยื้อ
โนมูระคาดว่าจีดีพีไตรมาส 4 น่าจะเติบโต 1.4% ได้ แต่ต่ำกว่าไตรมาส 3 ที่เติบโต 2.7% และประเมินกรณีแย่สุดสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อ อาจจะกดจีดีพีหดตัวถึง 1.2%
บล.ไอร่า วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศคลี่คลายลงในระยะสั้น และการชุมนุมไม่น่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนต่อไป
นอกจากนั้น ยังคงต้องจับตาดูว่าการเปลี่ยนแปลงที่ตามมาจะเป็นไปในรูปแบบใด และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 60 วันหรือไม่ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากการรักษาการ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจในปี 2557 จะยังคงชะลอตัวต่อไป และจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ยังขายหุ้นสุทธิต่อเนื่องเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาท ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
บล.ไอร่า ยังแนะนำให้จับตาประเด็นที่มีการขอยื่นถอดถอน 312 สส. และ สว. ต่อ ป.ป.ช. คาดอาจส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาล หาก ป.ป.ช.มีการชี้มูลความผิด







