
วัสดุก่อสร้างรื้อแผนรับ2ล้านล.สะดุด
วัสดุก่อสร้างป่วน หลังเมกะโปรเจกต์เงินกู้ 2 ล้านล้าน สะดุด ต้องปรับแผนผลิตทำตลาดใหม่
วัสดุก่อสร้างป่วน หลังเมกะโปรเจกต์เงินกู้ 2 ล้านล้าน สะดุด ต้องปรับแผนผลิตทำตลาดใหม่
นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร เชื่อว่าจะส่งผลต่อผู้ประกอบการกลุ่มวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เหล็ก ที่มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และโครงการวางระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่จะต้องชะลอออกไป
“ผู้ประกอบการที่ผลิตวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะปูนซีเมนต์ ท่อคอนกรีตสำเร็จ เหล็ก เสาเข็มงานก่อสร้างขนาดใหญ่ เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะหลายรายได้เพิ่มกำลังการผลิตไว้ตั้งแต่รัฐบาลประกาศจะเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่หลังจากเกิดการยุบสภา เชื่อว่าจะทำให้โครงการดังกล่าวสะดุดลง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ หรือไม่ ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้งานไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีปริมาณสูง” นายสาธิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่ชะลอออกไป แต่เชื่อว่าโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนนั้นยังมีโอกาส เนื่องจากการก่อสร้างหรือการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เชื่อว่าจะเกิดขึ้นมากในภูมิภาค และโดยเฉพาะในหัวเมืองต่างจังหวัด เพื่อรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558
ขณะเดียวกัน เชื่อว่าในปีหน้าถือเป็นการปรับสมดุลระหว่างภาครับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างให้เข้าสู่สมดุล เนื่องจากปริมาณงานก่อสร้างจะไม่ออกมามากจนก่อให้เกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนมากกว่าในปัจจุบัน
ด้านนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มซีเมนต์ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐต้องชะลอตัวออกไป เพราะปริมาณการใช้งานไม่เป็นไปตามคาดการณ์ หลังจากที่ได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตไปแล้วก่อนหน้า และจะต้องปรับแผนการผลิตและการทำตลาดใหม่ ขณะที่ปริมาณงานก่อสร้างของผู้รับเหมาที่เน้นรับงานก่อสร้างของภาครัฐ เชื่อว่าผู้ประกอบการจะไม่ค่อยกล้ารับงานใหม่ เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องราคากลางงานก่อสร้างที่ยังต่ำกว่าความเป็นจริง
นายไพศาล ชูแสง ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท บวิคไทย กล่าวว่า การที่โครงการลงทุนภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีแนวโน้มจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ในปีหน้าอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย เพราะเป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ และอาจส่งผลกระทบต่องานรับเหมาภาครัฐ แต่งานรับเหมาภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง เพราะมีโครงการของภาคเอกชนที่เปิดตัวไปจำนวนมากในปีนี้
สำหรับแนวโน้มปีหน้าแรงงานยังขาดแคลน และจะต้องนำเข้าแรงงานมากขึ้น จึงแนะว่าผู้รับเหมาควรปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการก่อสร้างใหม่ๆ เข้ามาใช้ ขณะที่ผู้รับเหมาต้องระมัดระวังในการเลือกงาน เพราะมีความเสี่ยงในหลายปัจจัยที่อาจกระทบกับความสามารถของผู้ว่าจ้างให้ไม่สามารถจ่ายเงินได้ตามเวลา







