
สื่อนอกมองไทยไร้ทางออกยุบสภาเลือกตั้งไม่จบปัญหา
เป็นประเด็นบังคับที่สื่อต่างชาติทุกสำนักต้องนำเสนอในวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาในทันที เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เป็นประเด็นบังคับที่สื่อต่างชาติทุกสำนักต้องนำเสนอในวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมาในทันที เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาและเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่
เนื่องจากนับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่มีขึ้นเพียงไม่นาน ก่อนหน้าที่กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งนี้จะเคลื่อนขบวนมา ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล อีกทั้งยังเกิดขึ้นเพียง ชั่วข้ามคืนหลังจากที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ประกาศลาออกจากสภายกชุด
ทั้งนี้ สื่อต่างชาติหลักๆ เกือบทุกสำนัก เช่น สำนักข่าวเอพี เอเอฟพี รอยเตอร์ส หรือสื่อ สิ่งพิมพ์อย่าง นิวยอร์กไทมส์ วอลสตรีท เจอร์นัล และสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ ซีเอ็นเอ็นแห่งสหรัฐ และอัลจาซีราห์แห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยล่าสุดนี้ คืออีกหนึ่งความพยายามสำคัญที่จะ ลดทอนความตึงเครียดทางการเมืองที่มีต่อพรรครัฐบาลและตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำประเทศไทยและพี่ชายร่วมสายเลือดของนายกฯ ยิ่งลักษณ์
อย่างไรก็ตาม สื่อต่างชาติส่วนใหญ่ต่างรายงานตรงกันว่า แม้ที่มาที่ไปของการประกาศยุบสภาและยื่นข้อเรียกร้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ ไทย จะมีเหตุผลอธิบายให้พอ ยอมรับได้ว่าอย่างน้อยก็เพื่อผ่อนคลายความ ตึงเครียดทางการเมืองในปัจจุบัน โดยการมอบอำนาจคืนให้กับประชาชน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศอย่างไร รวมถึงการค้นหาว่าใครจะเป็นรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่ยอมรับมากที่สุด
กระนั้นหากไม่นับท่าทีของเหล่าแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ต้องการมากกว่าการยุบสภาแล้ว สื่อต่างประเทศและนักวิเคราะห์ต่างชาติต่างก็เห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้กำลังสะท้อนปัญหาทางการเมืองของไทยในขณะนี้ที่เหมือนจะตกอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก โดยที่ประชาธิปไตยวนเวียนอยู่แค่คำว่า “ประท้วงยุบสภาเลือกตั้งใหม่” อยู่ร่ำไป
โธมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งติดตามรายงานข่าวสถานการณ์ทางการเมืองไทยมานาน พบว่า เนื่องจากผู้ชนะในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2549 ไม่เคยเป็นใครอื่นนอกจากพรรคการเมืองที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำไทยให้การสนับสนุน ทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ และกลุ่มคนที่ไม่เห็นชอบกับนโยบายประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ และประชาชนไทยอีกส่วนหนึ่งเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเลือกตั้งของไทย เพราะปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นผลพวงมาจากการใช้กลโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากเสียมากกว่า
ทั้งนี้ รายงานของฟูลเลอร์ ระบุว่า ความ ไม่ไว้วางใจในระบบการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็ประสบปัญหาแบบเดียวกันนี้เช่นเดียวกัน เช่น มาเลเซีย ที่การเลือกตั้งทุกครั้งได้ผลสรุปที่ส่งให้พรรคการเมืองหนึ่งได้เป็นรัฐบาลเสมอ หรือในกัมพูชา ที่ความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งทั่วไปได้นำไปสู่การคว่ำบาตรสภาและออกมาชุมนุมประท้วงตามท้องถนนของพรรคฝ่ายค้าน
รายงานของนิวยอร์กไทมส์สอดคล้องกับของสำนักข่าวรอยเตอร์สที่อ้างความคิดเห็นของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ระบุว่า การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะไม่ยุติภาวะ ชะงักงันทางการเมืองในปัจจุบันแต่อย่างใด
ยิ่งเมื่อในประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ที่ผ่านมาเคยประสบกับกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน ไม่ยอมรับการเลือกตั้งและประกาศคว่ำบาตร พร้อมออกมาระดมมวลชนชุมนุมขับไล่รัฐบาลจนนำไปสู่การรัฐประหาร ก็ยิ่งทำให้การเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ไม่ยาก
ดังนั้น การเลือกจบปัญหาการเมืองไทย ในขณะนี้ด้วยการเลือกตั้ง จึงเป็นเพียงการยุติปัญหาแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยว่าฝ่าย ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งจะยอมเล่นตามกฎกติกา ที่วางไว้ได้นานแค่ไหน
ด้านโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซี แห่งอังกฤษ ประจำกรุงเทพฯ แสดงความเห็นเชิงวิเคราะห์ว่า ช่วงเวลาสองสัปดาห์ของความพยายามขับไล่รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ สิ่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือ ความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองไทยในขณะนี้ได้การคัดเลือกคนดีจัดตั้งสภาประชาชนต่างหากที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าและขจัดระบอบทักษิณ ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ของการทุจริตคอร์รัปชั่นออกไปจากไทยได้อย่างถาวร
เฮดจึงสรุปความเห็นว่า การประกาศยุบสภาเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แบบปุ๊บปั๊บเช่นนี้ จึงไม่น่าจะทำให้ ผู้ชุมนุมประท้วงจำนวนมากเหล่านี้พอใจได้
ขณะเดียวกัน เฮดยังเห็นสอดคล้องกับปวิน ตรงที่ไม่มีการรับรองได้ว่าฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้ง ซึ่งโดยมากคือพรรคฝ่ายค้านจะคว่ำบาตรผลการเลือกตั้งที่จะออกมาหรือไม่ โดยเฉพาะในเมื่อพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มผู้สนับสนุนปักใจเชื่อมั่นว่าพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซื้อเสียง ทั้งๆ ที่มีผลศึกษาวิจัยส่วนหนึ่งออกมายืนยันว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับแรงสนับสนุนเป็นผลมาจากนโยบายประชานิยมที่ในขณะนี้ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนก็นำมาประยุกต์ใช้แล้วทั้งสิ้น
ขณะที่ ไมเคิล พีล ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เห็นเช่นเดียวกันว่า การเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีขึ้นในขณะที่ความแตกแยกทางการเมืองไทยได้บาดร้าวลึกมากแล้ว ดังนั้น ข้อเสนอของนายกฯ ไทยจึงไม่น่าจะช่วย แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันได้แต่อย่างใด
ส่วน โคจิ ฟุกุยะ ประธานบริหารและ นักกลยุทธ์ค่าเงินแห่งเอฟพีจี ซิเคียวริตี ในกรุงโตเกียว ระบุตรงกันว่า การยุบสภาทำให้บรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายได้เพียงชั่วคราว แต่ดูจะไม่ได้ช่วยยุติปัญหาน่าวิตกทางการเมืองทั้งหมดแต่อย่างใด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง โดยค่าเงินบาทแม้จะแข็งค่าขึ้น แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้มีการเทขายทำให้เป็นเรื่องปกติที่มีการฟื้นกลับมา แถมดัชนีอาร์เอสไอ ตัวชี้วัดการแกว่งตัวของหุ้นยังอยู่เหนือระดับ 80 ซึ่งค่อนข้างสูงและไม่ปลอดภัยเช่นกัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาในภาพรวมแล้ว สื่อต่างชาติทุกสำนักต่างมีทิศทางการรายงานข่าวไปในทางเดียวกันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ทางออกที่แท้จริงของความขัดแย้งทางการเมืองไทยทุกวันนี้ได้ แถมข้อเสนอของแต่ละฝ่าย แม้แตกต่างแต่ก็มีแนวโน้มจะนำไปสู่ผลเดียวกันก็คือ การเลือกตั้งใหม่ เพียงแค่ว่า หลังจากนี้ฝ่ายไหนจะลุกขึ้นมา ต่อต้านคว่ำบาตรโค่นล้มรัฐบาลเท่านั้น
หรืออาจมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะสามารถตอบทุกอย่างได้กระจ่างชัดได้







