
ภัยคุกคาม
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน
โดย พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน
ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปบรรยายที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ให้กับ นักศึกษา วปอ. รุ่น 2556 ในหัวข้อ “ภัยคุกคามและความท้าทายในรูปแบบต่างในภาพรวม” ร่วมกับ พลโท บรรเจิด เทียนทองดี เจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม และ นาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
โดย ท่านพลโทบรรเจิด ได้กล่าวถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของทุกคนในประเทศไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการล้วงข้อมูลระหว่างประเทศและการดักฟังโทรศัพท์ของบุคคลสำคัญที่สหรัฐกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก จนมาถึงการใช้การสกิมมิ่งก๊อบปี้ข้อมูลในบัตรเอทีเอ็มของอาชญากรรมข้ามชาติ โดยภัยคุกคามทางด้านนี้น่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องคอยระวังและป้องกัน
นาวาอากาศ สมศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้พูดถึงภัยคุกคามจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมการให้พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามนี้ โดยผู้เขียนเห็นว่าหน่วยงานที่จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติธรรมชาติซึ่งต้องป้องกันและช่วยเหลือประชาชนนี้จะต้องเป็นหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอำนาจในการทำงานมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีในสภาวะการณ์ต่างๆ โดยเห็นว่าโลกได้อยู่มาเป็นล้านปีแล้ว ผ่านสภาวะต่างๆมามากมาย แต่ข้อมูลของโลกที่มนุษย์รวมรวมมาได้ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอายุของโลก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากมาก สิ่งเดียวที่ทำได้คือการป้องกันและการเตรียมพร้อมเท่านั้น
ส่วนผู้เขียนเองได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการเคลื่อนย้ายเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่จะเข้ามาสู่เอเชีย โดยภูมิภาคอาเซียนจะมีโอกาสที่จะเจริญเติบโตสูงสุด และประเทศไทยที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมจะมีโอกาสที่ดีที่สุด และการประเทศไทยจะพัฒนาไปอย่างมั่นคงได้ก็จะต้องมีการบริหารจัดการทางด้านพลังงานที่ดีและจะต้องมีเพียงพอ โดยในอนาคตประเทศไทยจะมีความเสี่ยงทางด้านพลังงานสูงเพราะต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ซึ่งก็ต้องอธิบายเหมือนที่ได้เคยอธิบายในคอลัมส์นี้ทุกครั้ง และก็ยังคงพิสูจน์ได้ว่าแม้กระทั่ง นักศึกษา วปอ. ที่นับว่าเป็นชนชั้นนำของสังคมก็ยังมีความรู้เรื่องพลังงานน้อยมาก และก็ต้องตอบคำถามเดิมๆที่ได้มีการบิดเบือนกันมาเช่นเดิม
นอกจากภัยคุกคามทางพลังงานแล้ว ภัยคุกคามที่สำคัญคือความสามัคคีและวิธีคิดของคนในชาติ เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และยังมีปัญหาภายในประเทศที่มาถ่วงการพัฒนา ประเทศไทยก็จะเสียโอกาสการเป็นประเทศผู้นำของภูมิภาคนี้ และอาจจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังได้ อย่างเช่น ประเทศพม่า และ ประเทศฟิลิปปินส์ ที่อดีตเคยเป็นประเทศที่มีโอกาสสูงแต่เพราะปัญหาภายในประเทศมาถ่วงความเจริญทำให้ประเทศต้องล้าหลัง และปัจจุบันก็ยังต้องตามหลังประเทศอื่นๆในภูมิภาค โดยถึงแม้ผู้เขียนจะไม่ได้ชื่นชอบประเทศสิงคโปร์มากนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ โดย WEF ได้จัดให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่สองของประเทศที่มีความสามารถทางการแข่งขันสูงสุด และ World Bank ให้อยู่เป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุด นอกจากนี้ล่าสุดสนามบินชางกีของสิงคโปร์ก็ได้รับเลือกเป็นสนามบินที่ดีที่สุดในโลก โดยในอดีตผู้เขียนได้เคยมีโอกาสสนทนากับ รมว. พลังงานของสิงคโปร์ โดยได้พูดถึงปัญหาของประเทศไทย ซึ่งท่านตอบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก หากสิงคโปร์ทำผิดพลาดเหมือนไทย ประเทศเขาอาจจะไม่มีประเทศเหลืออยู่เลยก็ได้ ดังนั้นสิงคโปร์จึงต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อจะต้องอยู่รอด ซึ่งก็อยากให้คนไทยคิดในแนวนี้เช่นกัน และอยากให้ทุกคนยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยหลายสำนักออกมาถอดใจแล้วว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะไม่ถึง 3% โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวน่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
การที่ไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดและต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก ทำให้ไทยต้องคำนึงถึงสายตาของสื่อต่างชาติที่จับจ้องมายังไทยในเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งจากข้อเรียกร้องของผู้นำการประท้วงที่ไม่ต้องการให้ผู้นำรัฐบาลยุบสภาหรือลาออก แต่อยากให้มีสภาประชาชนและมีรัฐบาลจากคนนอกที่ไม่น่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้ Times, BBC, CNN, New York Times และ NBC ต่างก็สงสัยและวิจารณ์การประท้วงครั้งนี้อย่างมากว่า ปกติประเทศอื่นเขาจะประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ผู้ประท้วงในไทยกลับเรียกร้องในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย โดย New York Times ถึงกับวิจารย์ว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นเรื่องของคนชั้นกลางรุ่นเก่าไม่ยอมรับคนชั้นกลางรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดที่เพิ่มมากขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล และยิ่งดูสับสนมากขึ้นกับการที่ผู้นำฝ่ายค้านไม่สามารถตอบคำถามของผู้สื่อข่าว CNN ได้ว่าการประท้วงนี้เป็นเสียงเรียกร้องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ และ พร้อมที่จะลงเลือกตั้งไหมหากมีการยุบสภา
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเสียใจกับการจากไปของ นายเนลสัน แมนเดลา อดีต ปธน. อัฟริกาใต้ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสร้างความสมานฉันท์ แต่ผู้นำการประท้วงในไทยกลับปฏิบัติตรงกันข้าม อย่างนี้แล้วจะไม่ทำให้ต่างชาติเขางงได้อย่างไร







