posttoday
เงินบาทอันตรายธปท.วางมือไม่ได้

เงินบาทอันตรายธปท.วางมือไม่ได้

09 ธันวาคม 2556

ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวที่ผันผวนของค่าเงินบาทในช่วงท้ายของปีนี้ มีกรอบการเคลื่อนไหวกว้างมาก ระดับ 28.50-32.25 บาท/เหรียญสหรัฐ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวที่ผันผวนของค่าเงินบาทในช่วงท้ายของปีนี้ มีกรอบการเคลื่อนไหวกว้างมาก ระดับ 28.50-32.25 บาท/เหรียญสหรัฐ

เรียกว่า เงินบาทขึ้นลงจนผู้ประกอบการสามารถทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน หากรู้จักบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างถูกที่ถูกเวลา

เพราะถ้าค่าเงินที่ขึ้นลงปีละ 34 บาท หมายถึงว่าบรรดาผู้ส่งออกมีโอกาสทำกำไรจากค่าเงินได้ก้อนโตถึงเดือนละ 68 หมื่นล้านบาท

ไม่แน่ว่าผู้ประกอบการบางรายอาจทำกำไรจากค่าเงินได้มากกว่าการขายของ ขายสินค้า

เพียงแต่รู้จังหวะและหาทางป้องกันความเสี่ยงให้ถูกต้องกับช่วงเวลา และอาจยอมให้ธนาคารกินค่าหัวคิวในอัตราที่ถูกบ้าง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัจจัยที่ท้าทายต่อผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะธุรกิจนำเข้าส่งออกรายเล็กหรือรายกลางที่กำไรไม่เกิน 5% ต่อปีมีสิทธิเจ๊งได้ง่ายๆ

เพราะค่าเงินบาทในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมาเป็นอ่อนค่าลงฮวบฮาบจากต้นปีนี้แล้ว 4.7%

เป็นการอ่อนค่าลงมาเป็นอันดับ 5ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียที่อ่อนค่า 19.7% อินเดีย 12% ฟิลิปปินส์ 6.1% และมาเลเซียที่ 5.3%

ถ้าพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทปีนี้ จะพบว่าเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน ส่วนหนึ่งจากปัจจัยนอกประเทศที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจลดขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) ซึ่งทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น กดให้สกุลเงินอื่นๆ รวมทั้งเงินบาทให้อ่อนค่าลง

นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจไทยที่ออกมาไม่ค่อยดี บ่งบอกถึงความอ่อนแอลงของเศรษฐกิจ ก็มีผลต่อการตัดสินใจถอนเงินลงทุนออกไปจากไทยด้วย

ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศไทยเองที่มีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ยังไม่รู้จะคลี่คลายอย่างไร ก็เป็นแรงกดดันหนักที่ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง

3 ปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาทำให้นักลงทุนขนเงินออกจากตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ไทยไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาทในห้วงเวลาอันสั้น

หากดูข้อมูลการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการชุมนุมทางการเมืองเกือบตลอดทั้งเดือน จะพบว่า มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยรวมแล้วประมาณ 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.07 แสนล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ระดับ 32.32 บาท/เหรียญสหรัฐ

แบ่งเป็นการไหลออกจากตลาดหุ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.85 หมื่นล้านบาท และไหลออกจากตลาดพันธบัตร 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.82 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ระดับ 32.32 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ทิศทางที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินบาท ทำให้นักค้าเงินส่วนใหญ่คาดกันว่าค่าเงินบาทมีโอกาสแตะระดับ 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐในกลางปี 2014 และน่าจะอ่อนไปแตะระดับ 33.00 บาท/เหรียญสหรัฐ ในสิ้นปี 2014

อัตราแลกเปลี่ยนจึงสำคัญต่อการค้าขายและการทำกำไรในทางธุรกิจไม่น้อย

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงได้รับแรงกดดันมาจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศด้วย แต่ยังไม่ถึงกับเกิดภาวะตื่นตระหนก แต่ปัจจัยหลักเชื่อว่ายังคงเป็นปัจจัยที่มาจากต่างประเทศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการปรับลดคิวอีจำนวนเท่าไรและปรับลงเมื่อใด

ปัจจัยเหล่านี้นักลงทุนให้ความสำคัญ จึงมีผลต่อค่าเงินสกุลต่างๆ ทั่วโลกและจากการที่ค่าเงินบาทผันผวนต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมา ก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทหันหาที่พึ่งเพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการซื้อการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging)

นี่คือทางออกของผู้ประกอบการส่งออกนำเข้า ที่พึงยอมรับในกลไกเสรีทางการเงิน

ทุกคนต้องหาเกราะป้องกันตัวเอง ไม่เช่นนั้นมีแต่ขาดทุนย่อยยับ เพราะกำหนดราคาผิดพลาด

ภาวะการแห่ทำ FX Hedging พอที่จะสะท้อนได้จากงานวิจัยของ บุญทิวาชีวะตระกูลกิจ เศรษฐกร ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน สายนโยบายการเงิน และ ประภาพร ฝูงวานิช ในเรื่อง “พฤติกรรมการทำ FX Hedging ของผู้ประกอบการไทยและความสัมพันธ์กับอัตราแลกเปลี่ยน” ซึ่งใช้ข้อมูลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของลูกค้าธนาคารพาณิชย์ ที่รายงานมายัง ธปท.ในระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2004 ถึงปี 2013

แยกเป็นธุรกรรมการ Forward หรือทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร ณ วันที่กำหนดไว้ในอนาคต พบว่างวดเดือน ก.ค.ของผู้ส่งออกมียอดการทำ FX Hedging ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนผู้นำเข้าทำประมาณ 8,000-9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ปริมาณการทำ Swap หรือการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบการ 2 ฝ่าย (ส่วนใหญ่มักใช้ธนาคารเป็นตัวกลาง) ที่มีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนเงินต่างสกุลกันในปัจจุบันก่อนจะแลกกลับในอนาคตตามจำนวนเงิน วันส่งมอบ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในสัญญา ฝั่งผู้ส่งออกทำสวอปกันไม่ถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผู้นำเข้าทำสวอปกันต่ำกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ธุรกรรม Option หรือสิทธิในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าที่มีความคล้ายคลึงกับ Forward แต่ต่างกันตรงที่ผู้ถือ Option สามารถเลือกที่จะใช้สิทธิในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าตามที่ตกลงไว้หรือจะไม่ใช้สิทธิก็ได้นั้น ก็เป็นดัชนีชี้วัดได้เช่นกันว่าผู้ประกอบการหาทางป้องกันตัวเองแค่ไหน

ปรากฏว่า ผู้ส่งออกทำ FX Hedging ประมาณ 3,000-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผู้นำเข้าทำน้อยมาก

จากข้อมูลข้างต้นพอสรุปได้ว่า ผู้ส่งออกมียอดคงค้างการทำ FX Hedging มากกว่าผู้นำเข้า แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าเลือกใช้ธุรกรรม Forward สูงสุดคิดเป็น 81% และ 88% ของการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงทั้งหมด และในจำนวนผู้ที่ซื้อป้องกันความเสี่ยง 80% เพราะง่ายต่อการใช้งานและไม่มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเป็นหลัก

ขณะที่ธุรกรรม Swap และ Option นั้นยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ซับซ้อนและเข้าใจยากกว่า อีกทั้งผู้ให้บริการตราสารอนุพันธ์ดังกล่าวยังมีจำนวนน้อย จึงทำให้มีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

จากงานวิจัยชิ้นนี้พอจะบ่งบอกได้ว่า ผู้ส่งออกนิยมป้องกันความเสี่ยงในระยะที่ยาวกว่า 3 เดือนขึ้นไป ขณะที่ผู้นำเข้านิยมป้องกันความเสี่ยงในระยะที่สั้นกว่า 3 เดือน

แต่พฤติกรรมการป้องกันความเสี่ยงของผู้ประกอบการมีแนวโน้มป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับในอดีต

ปัญหาคือ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ฝั่งผู้ส่งออกจะทำ FX Hedging ลดลง ตรงข้ามกับฝั่งผู้นำเข้าที่ต้องการทำ FX Hedging เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าการทำการซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ ธปท.พยายามสนับสนุนให้ภาคธุรกิจทำกันนั้น จะมีการทำเฉพาะในช่วงที่คาดการณ์ทิศทางค่าเงินไม่ถูกเท่านั้น จึงไม่แน่ว่าการทำ FX Hedging จะเป็นทางออกในช่วงค่าเงินบาทผันผวนจน ธปท.สามารถวางมือจากการดูแลค่าเงินได้

สถานการณ์ค่าเงินบาทที่ผันผวนธนาคารกลางจึงต้องเข้าไปดูแลอย่างหนัก ผ่านเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยมิให้ซวนเซจากการเคลื่อนไหวและการไหลบ่าของเงินทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท