
การทูตไฮสปีดเทรน
เว็บไซต์ข่าววอนต์ไชน่าไทม์ในไต้หวัน รายงานว่า ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแดนมังกรรายนี้ได้ใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่จีนต้องการจากประเทศต่างๆ
เว็บไซต์ข่าววอนต์ไชน่าไทม์ในไต้หวัน รายงานว่า ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแดนมังกรรายนี้ได้ใช้รถไฟความเร็วสูงเป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่จีนต้องการจากประเทศต่างๆ
วอนต์ไชน่าไทม์ ระบุต่อว่า หลี่เค่อเฉียง ได้เริ่มต้นโครงการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ เพื่อเสนอความร่วมมือในการพัฒนารถไฟความเร็วสูง โดยเริ่มต้นเดินทางเพื่อพบปะกับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หารือเรื่องการลงทุนร่วม การสร้างรถไฟความเร็วสูงกับประเทศไทยในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ซึ่งระบุว่า ไทยจะส่งออกสินค้าเกษตรให้จีนเพื่อแลกกับการที่จีนจะเข้ามาลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย
นอกจากนี้ หลี่เค่อเฉียง ยังประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนรถไฟความเร็วสูงกับประเทศอื่นๆ เช่น ข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ของโรมาเนียกับรถไฟฟ้าของจีน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีแดนมังกรผู้นี้ยังได้เชิญให้บรรดาผู้นำจากประเทศอื่นๆ ในยุโรป 16 ประเทศ เข้ามาเยี่ยมชมรถไฟฟ้าจีนที่โรมาเนียอีกด้วย
การออกเดินสายนำเสนอโครงการรถไฟความเร็วสูงของผู้นำจีนที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา หลี่เค่อเฉียง สามารถทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนสินค้าต่างๆ กับรถไฟฟ้าของจีนได้ถึง 53 ข้อตกลง ซึ่งนอกจากจีนจะได้สินค้าที่ต้องการแล้ว ยังส่งผลให้กิจการที่เกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงจีนขยายตัวอีกด้วย โดยหุ้นของบริษัทที่ดำเนินการรถไฟความเร็วสูงของจีนยังเพิ่มอีก 5% หลังจบโครงการดังกล่าว
เสิ่นจิหลู่ นักวิจัยจากสถาบันเศรษฐกิจและการเมืองโลกของวิทยาลัยสังคมศาสตร์ของจีน ระบุว่า การเดินทางเยือนของ หลี่เค่อเฉียง ช่วยให้เปิดตลาดในต่างแดนให้กับรถไฟความเร็วสูงของจีนได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟฟ้าที่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 300 ล้านบาท)
นอกเหนือจากความเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องการทูตโดยอาศัยการใช้รถไฟความเร็วสูงของจีนที่มีต่อไทยและหลายประเทศในยุโรปแล้ว ประเด็นความสนใจที่สื่อต่างชาติยังจับตามองเกี่ยวกับไทยก็คือ เรื่องปราสาทพระวิหาร
ล่าสุด เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ โกลบอล โพสต์ ของสหรัฐ ได้รายงานว่า กัมพูชายังคงคอยที่จะประชุมกับฝ่ายไทยเพื่อดำเนินการแบ่งเส้นเขตแดนใหม่ ตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)
“เราต้องการหารือกับไทยเพื่อที่จะได้ดำเนินการตามคำตัดสินของศาลโลก” ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา กล่าว เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างที่เดินทางไปเยี่ยมค่ายทหารตามแนวชายแดนที่กำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา
ฮอร์นัมฮง ยังระบุอีกว่า กัมพูชาพร้อมที่จะเจรจาหารือกับฝ่ายไทยแล้ว แต่เนื่องจากความไม่สงบทางการเมืองในประเทศทำให้การเจรจาต้องเลื่อนออกไป
โกลบอล โพสต์ ยังระบุต่อว่า ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ให้ฝ่ายไทยถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งขณะนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่ได้หารือกันเรื่องการแบ่งเส้นเขตแดนใหม่แต่อย่างใด และไทยก็ยังไม่ได้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พิพาทดังกล่าว







