
ใช้ปัญญาและความกล้าหาญอย่าเขลาขลาดจนเลือดนองแผ่นดิน
โอกาสนองเลือดมองข้ามหรือประมาทไม่ได้ ขณะนี้โอกาสนองเลือดมีมากกว่าไม่นองเลือด ทุกฝ่ายอย่าประมาท ฝ่ายรัฐบาลจะก่อเหตุให้นองเลือด โอกาสนองเลือดจะเกิดเพราะรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม เพราะรัฐบาลต้องการรักษาอำนาจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนนอกที่มีอำนาจเหนือพรรค เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นต้น
โอกาสนองเลือดมองข้ามหรือประมาทไม่ได้ ขณะนี้โอกาสนองเลือดมีมากกว่าไม่นองเลือด ทุกฝ่ายอย่าประมาท ฝ่ายรัฐบาลจะก่อเหตุให้นองเลือด โอกาสนองเลือดจะเกิดเพราะรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม เพราะรัฐบาลต้องการรักษาอำนาจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนนอกที่มีอำนาจเหนือพรรค เช่น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นต้น
1.รัฐบาลอาจใช้กำลังตำรวจโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดขวางและไม่ฟังพระราชดำรัสที่พระเจ้าอยู่หัวทรงวางไว้เป็นหลัก “ขอให้ทางรัฐบาลอย่าได้ทำร้ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน เป็นอันขาด ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะโดนยั่วโทสะอย่างไร และถึงแม้การทำร้ายตำรวจ ทหารก่อนด้วยมีด ไม้ หรือแม้ระเบิดขวด ก็ขออย่าได้ทำร้ายตอบ”
และนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ยินพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2556 ถึง “ความเป็นปึกแผ่นในชาติ” และการ “ต่างบำเพ็ญกรณีกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์ของชาติ”
2.โดยการอ้างเหตุผลแวดล้อม ข้อมูล และสถานการณ์ใหม่ รัฐบาลอาจใช้กำลังทหารที่ขณะนี้วางเฉยไม่ยอมทำร้ายประชาชน ให้เข้ามาช่วย ตำรวจที่ระดมมาปราบ แต่แท้ที่จริงมาก่อจลาจลทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ สอดคล้องกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ
3.รัฐบาลให้ท้ายมวลชนสีแดง และกองกำลังติดอาวุธไม่เปิดเผยสังกัด ที่พรรครัฐบาลอ้างว่าเป็นแก้วดวงที่ 3 ของตน เช่น คนใส่เชิ้ตดำที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิต 5 คน และบาดเจ็บกว่าสองร้อยที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือกรณีสี่แยกคอกวัวที่สังหาร พล.อ.ร่มเกล้า เป็นต้น
4.นอกจากนั้นรัฐบาลอาจให้ท้ายหรือหลับหูหลับตาปล่อยให้มือที่สามเข้ามาปั่นป่วนทำร้ายเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม เพื่อเป็นเหตุให้ปะทะกันจนเกิดอนาธิปไตยและการนองเลือด
ขบวนการประท้วงฝ่ายประชาชนอาจติดกับจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ เปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงและปราบปรามจนนองเลือดได้
ถึงแม้ทั่วโลกจะเห็นแล้วว่าไม่มีการลุกฮือขึ้นมาของประชาชนที่ไหนในประวัติศาสตร์จะยิ่งใหญ่ สวยงาม สงบ สันติ และบันเทิงทัดเทียมกับสิ่งที่เกิดในประเทศไทยหลายปีมานี้ และการยกระดับสูงขึ้นไปอีกในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในเดือน พ.ย. จนกระทั่งการขับไล่รัฐบาลมาถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2556 แต่รัฐบาลยังดื้อแพ่งไร้ยางอายไม่ยอมรับความผิดใดๆ ของตน แม้กระทั่งการประกาศล้มล้างศาลอย่างเป็นทางการ ตั้งหน้าตั้งตาจะรักษาอำนาจ ทั้งๆ ที่การไร้ความชอบธรรมของตนเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกแล้ว
เป็นไปได้ว่าความยาวนานและยากลำบากของการชุมนุมอาจสร้างความเหนื่อยล้าท้อถอยและเครียดขึ้นทั้งในบรรดาแกนนำและผู้ชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มาจากต่างจังหวัด ความผิดพลาดและกระทบกระทั่งกันอาจเกิดขึ้นได้ง่าย เปิดโอกาสให้มีการยั่วยุ แทรกแซง และสวมรอยโดยมือปืนรับจ้างและอันธพาลของฝ่ายรัฐบาลเข้ามาก่อเหตุแล้วป้ายผิดให้ประชาชน
จนมาตรฐานแห่งอารยะขัดขืนแบบอหิงสาที่กระทำได้อย่างสวยงามโดยตลอดอาจรักษาไว้ไม่ตลอด ณ จุดใดจุดหนึ่ง การตัดสินใจผิด ดาวกระจายเข้าไปในจุดที่รัฐบาลวางกับดักตั้งไว้ก็ดี สงครามจิตวิทยาและสงครามข่าวจากทางรัฐบาลก็ดี อาจทำให้ฝ่ายชุมนุมกำลังตกจนกลายเป็นเหยื่อไปได้ง่ายๆ
ต้องยอมรับว่าภาวะผู้นำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นเยี่ยมยอด ทำให้ “สานต่อ” และระดมสรรพกำลังฝ่ายชุมนุมต่อต้านรัฐบาลให้ใหญ่โตได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่ธรรมชาติของการลุกฮือแบบนี้ ย่อมจะหลีกเลี่ยงการคัดค้านบ่อนทำลายแก่งแย่งหรือแย่งชิงการนำกันระหว่างกลุ่มต่างๆ มิได้ หรือได้ยาก การรักษาสมดุลและสัดส่วนระหว่างมวลชนรักในหลวง มวลชนเกลียดทักษิณ มวลชนต้องการปฏิรูป ย่อมมิใช่เรื่องหมูๆ เลย
นายสุเทพ จะต้องยกระดับทางจิตวิญญาณในการปฏิบัติหน้าที่ผู้นำ “มวลมหาประชาชน” ให้ข้ามพ้นความสงสัยที่ติดมากับคราบพรรคและนักการเมือง เครือข่ายความสัมพันธ์และอิทธิพลของธุรกิจอภิสิทธิ์ รวมทั้งกลุ่มทหารการเมืองที่ใกล้ชิดกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน
ถึงเรื่องจะไม่เป็นความจริง แต่คนส่วนมากพากันเชื่อว่ามีสัญญาต่างตอบแทนกันซุกซ่อนอยู่ พลังของการปฏิวัติประชาชนก็จะสะดุดหยุดลงในทันที และเมื่อนั้นการชุมนุมก็จะถูกบดขยี้โดยรัฐบาลซึ่งปิดปากและมัดมือกองทัพไว้ได้
กล่าวเช่นนี้แล้ว ผมขอให้ทุกฝ่ายยืนหยัดในความเป็นเอกภาพ สนับสนุนการนำของนายสุเทพ ยกระดับปริมาณและคุณภาพของการต่อสู้ขึ้นไปอีกจนประสบชัยชนะ เพราะโอกาสของประชาชนกับบ้านเมืองอย่างนี้จะไม่มีอีกแล้ว
สาเหตุใหญ่อีกอย่างของการนองเลือดอาจเกิดจากศาลต่างๆ รวมทั้งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่กึ่งศาล เช่น ป.ป.ช. กกต. ล่าช้า ล้มเหลว จนตกเป็นข่าวร่ำลือว่าหวาดกลัวหรือตกอยู่ใต้อามิสทางการเมือง จนไม่ “ตระหนัก” และ “ตั้งใจประพฤติตัว ปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมือง”
ถ้าหากตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2556 เป็นต้นไป บรรดาองค์กรที่กล่าวมานี้ยังอ้าง Due Process และเทคนิคทางกฎหมายต่างๆ วางเฉยและยื้อยุดฉุดความยุติธรรม ฟังพระราชดำรัสไม่ได้ยินเช่นเดียวกับรัฐบาล
ผมในฐานะอดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ (2518-2519) และนักเรียนวิชาการเมืองไทย (2495ปัจจุบัน) จำต้องยกข้อสรุปของ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ มาเป็นข้อสังเกตว่า มาตรฐานความรู้และความรับผิดชอบทางกฎหมายของท่านยังต่ำ และเพิ่มของผมเองเข้าไปว่า จริยธรรมความกล้าหาญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ยังบกพร่อง
นอกจากจะไม่สามารถระงับภัยพิบัติชัดแจ้งในปัจจุบัน และการกระทำอันป่าเถื่อนนอกกฎหมายในขณะนี้ของผู้ใช้อำนาจรัฐ จนกระทั่งความมั่นคงปลอดภัยของชาติสั่นคลอนได้แล้ว ท่านจะต้องร่วมรับผิดชอบหากเกิดการนองเลือด การปฏิวัติรัฐประหาร และวงจรอุบาทว์ขึ้นมาอีก







