
รู้จักตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียน (ตอนที่ 2 สถาพคล่อง)
วันนี้ ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับตลาดหุ้นในอาเซียนในแง่มุมของสภาพคล่อง โดยดูได้จากปริมาณการซื้อขายและอัตราการหมุนของหุ้น (Turnover Ratio) กันนะครับ เพราะปริมาณการซื้อขายและอัตราการหมุนของหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในด้านการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศ กล่าวคือ เมื่อพูดถึงปริมาณการซื้อขาย เราก็พอจะบอกได้ว่าตลาดหุ้นในประเทศนั้นๆ มีสภาพคล่องที่ดีหรือไม่ มีขนาดใหญ่ไหม
วันนี้ ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับตลาดหุ้นในอาเซียนในแง่มุมของสภาพคล่อง โดยดูได้จากปริมาณการซื้อขายและอัตราการหมุนของหุ้น (Turnover Ratio) กันนะครับ เพราะปริมาณการซื้อขายและอัตราการหมุนของหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในด้านการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศ กล่าวคือ เมื่อพูดถึงปริมาณการซื้อขาย เราก็พอจะบอกได้ว่าตลาดหุ้นในประเทศนั้นๆ มีสภาพคล่องที่ดีหรือไม่ มีขนาดใหญ่ไหม
ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนที่จะนำมาให้ทุกท่านรู้จักกัน ประกอบด้วยตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยในช่วงปี 25502553 ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีปริมาณการซื้อขายสูงเป็นอันดับ 2 รองมาจากตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย และเริ่มขยับสูงขึ้นในปี 2554 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 เท่ากับ 222.75 พันล้านหุ้น ในปี 2555 (ภาพที่ 1 (ก)) โดยปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์มักเป็นตัวเลขที่นักลงทุนใช้ในการตัดสินใจเข้าซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งแสดงให้นักลงทุนได้ทราบว่าตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในสภาวะอย่างไร เช่น หากตลาดมีปริมาณการซื้อขายจำนวนมาก นักลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันมากตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากภาวะตลาดซบเซา นักลงทุนก็จะเข้ามาซื้อขายกันน้อยลง
ดังนั้น ปริมาณการซื้อขายจึงเป็นดัชนีอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาลงทุน และบอกได้ถึงสภาพตลาด ณ ขณะนั้นว่าระดับการพัฒนาเป็นเช่นใด
ด้านมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 รองมาจากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยทั้งสองแห่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน เท่ากับ 1,081.88 และ 1,023.88 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 582.79 458.62 และ 172.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ (ภาพที่ 1 (ข))
นอกจากนี้ หากดูอัตราการหมุนของหุ้น (Turnover Ratio) ซึ่งเป็นตัววัดสภาพคล่องอีกตัวหนึ่ง ก็พบว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยมีสภาพคล่องสูงสุดอยู่ที่ระดับร้อยละ 80 ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 ประเทศ โดยมีสภาพคล่องเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 2040 (ภาพที่ 2)
โดยรวมแล้วตลาดหลักทรัพย์บ้านเรามีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ถือเป็นจุดเด่นของตลาดหลักทรัพย์ของบ้านเรา เป็นผลมาจากโครงสร้างนักลงทุนไทยที่แตกต่างกับประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งตลาดหลักทรัพย์บ้านเรามีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยถึงร้อยละ 59
ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งอื่นในภูมิภาคอาเซียนมีสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศและนักลงทุนต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยมีความคึกคักและมีสภาพคล่องสูง ผสมโรงด้วยการซื้อขายเพื่อบัญชีหลักทรัพย์ (Proprietary Trading) หรือที่เรียกติดปากกันว่า Prop Trade (Prop Trade คือบัญชีซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์ หรือ Broker ที่ซื้อขายหุ้นเองแทนที่จะเป็นนายหน้าซื้อขายเพียงอย่างเดียว)
ปัจจุบัน Prop Trade มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น เพราะ Prop Trade ก็สามารถซื้อขายหุ้นเหมือนคนทั่วไป แถมค่า Commission ยังน้อยกว่าหรือไม่มีเลย ทั้งสองส่วนนี้ช่วยทำให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยสูง แต่ของอะไรที่มันมากไปก็ไม่ดีครับ เพราะสภาพคล่องสูงจะทำให้มีบรรยากาศการเก็งกำไรมากเกินไป ทำให้ตลาดหวือหวา ซึ่งก็อาจส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ขาดสมดุลและเสถียรภาพทางราคาได้เช่นกัน







