posttoday
ไม่อยากเห็นคนต่างกันต้องเป็นศัตรูมาฆ่ากัน

ไม่อยากเห็นคนต่างกันต้องเป็นศัตรูมาฆ่ากัน

08 ธันวาคม 2556

คือมันมีคนจำนวนหนึ่งอยากเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นภาวะสงคราม แต่ผมคิดว่าความขัดแย้งปัจจุบันแบบนี้มันธรรมดา แล้วมันอาจจะดีกับสังคมด้วย

โดย....ชุษณ์วัฏ ตันวานิช/สุภชาติ เล็บนาค

ท่ามกลางความมืดมน ไร้ทางออกของจุดล็อกการเมืองไทย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสันติวิธีมากที่สุดคนหนึ่ง เขียนจดหมายถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการแกนนำ กปปส. ถึงหลักการสันติวิธีและแนวทางการต่อสู้ที่ควรจะเป็น หลังจากนี้

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสพูดคุยกับ ชัยวัฒน์ หลังออกจดหมายไม่กี่วัน ชัยวัฒน์ เองเกริ่นก่อนจะเริ่มสนทนาว่า ความคิดของเขาในวันนี้ จะไม่ได้ออกมาเพื่อช่วยเฉพาะ “สุเทพ” เท่านั้น แต่จะช่วยรัฐบาล และอาจจะช่วยให้คนไทยออกจากความมืดมนของหลุมดำในทางการเมืองวันนี้อีกด้วย

“สังคมไทยมีแนวความคิดเข้มแข็งเรื่องสันติวิธีมากทีเดียว ฝั่งคุณสุเทพก็บอกว่าจะใช้สันติวิธี ใช้อารยะขัดขืนเป็นแนวทาง นายกฯ ก็ประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง รัฐบาลจะจัดการปัญหาด้วยสันติวิธี และจะเสนอทางเจรจา สนทนา ถามว่าเชื่อได้หรือไม่ แต่มันมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ข้อความเหล่านี้เป็นจริง และความรุนแรงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลจะทำ” ชัยวัฒน์ เริ่มเกริ่นให้ฟัง

ชัยวัฒน์ วิเคราะห์ว่า ไม่ว่าอนาคตสถานการณ์จะเดินไปถึงจุดไหน แต่ทั้ง ยิ่งลักษณ์ และ สุเทพ จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงให้มากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาล เคยกล่าวหารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ตลอดเวลาว่า “มือเปื้อนเลือด” ที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางที่จะทำแบบเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และจะกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลเลือกที่จะทำ เพราะยังเหลือไพ่ใบสุดท้ายที่จะทิ้งก็คือ ยุบสภา

“คุณสุเทพ ท่านก็ดูแลไม่ให้คนของท่านใช้ความรุนแรง แล้วท่านก็ภูมิใจมากที่ดูแลได้ เพราะตอนท่านเป็นรัฐบาล ท่านก็กล่าวหาเสื้อแดงว่าเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งสุดท้ายที่คุณสุเทพจะทำ คือ กลายเป็นเหมือนกับเขา สังเกตได้จากประโยคเล็กๆ บนเวทีที่คุณสุเทพบอกว่า เราเดินทางมาเยอะแยะ แต่กระจกสักบานยังไม่แตกเลย ผมว่ามันบอกอะไรเราเยอะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ถามว่าแล้วตกลงไม่มีความรุนแรงเลยใช่ไหม มันก็มีการปะทะกัน แต่จนถึงวันนี้ ความพยายามส่วนใหญ่ยังหนีจากความรุนแรงอยู่” ชัยวัฒน์ บอกกับเรา

ส่วนที่หลายคนคิดว่าคำพูดของ สุเทพ และของฝ่ายรัฐบาลจะสร้างความเกลียดชังและเพิ่มความรุนแรงให้กับสถานการณ์มากขึ้นนั้น ชัยวัฒน์ บอกว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นนักการเมือง และเป็น “การแสดง” ในทางการเมืองมากกว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ

“เรากำลังเห็นการแสดงอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาก็ต้องพูดกับผู้คนของเขา สมมติมีเหตุการณ์นิดเดียวเกิดขึ้น นายกฯ บอกว่าจะลาออกแล้ว มันก็ตลก มันก็ต้องพูดอย่างที่เขาพูด วันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลมีไพ่ยุบสภาอยู่ ถ้าเขายุบสภา เกมในการต่อสู้ทางการเมืองก็อาจจะเปลี่ยน คนจำนวนมากก็อาจจะรู้สึกว่ามีทางอื่นแล้ว ถอยไปแล้ว คนจำนวนมากก็อาจจะบอกว่าในที่สุดพลังของประชาชนก็ผลักให้รัฐบาลยุบสภาได้ ก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่อธิบายได้ ฝั่งรัฐบาลจึงมีส่วนให้เกิดความรุนแรงต่ำ” ชัยวัฒน์ อธิบาย

ถามว่า สิ่งที่ผู้ชุมนุมและรัฐบาลทำนั้น ยังอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าสันติวิธีหรือไม่นั้น ชัยวัฒน์ อธิบายว่า สันติวิธีมี 3 วิธี ได้แก่

1.สันติวิธีในการชักชวนชักชวนให้คุณเห็นด้วยกับผม ก็ชักชวนคุณ ให้ข้อมูลคุณ เขียนจดหมายเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากคุณ ใช้สัญลักษณ์บอกคุณ ซึ่งเราใช้กันทั่วไป

2.สันติวิธีในการไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ผมทำให้คุณเห็นว่าคุณน่ะผิด ผมไม่ซื้อสินค้าคุณแล้ว เรียกผมไปงานผมไม่ไป ผมเป็นพระ เรียกผมไปสวดผมไม่ไปแล้ว อันนี้ก็หนักขึ้น อันนี้อาจจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ได้ เช่น ไม่เสียภาษี

3.สันติวิธีในการแทรกแซง ซึ่งคุณสุเทพทำอยู่ขณะนี้ เช่น คนคัดค้านเรื่องนิวเคลียร์ ปรมาณู เขาก็ไปขวางในโรงงานผลิต ไม่ให้คนไปทำงาน นี่ก็เป็นการแทรกแซง การยึดสถานที่ก็เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์หลายครั้งในโลกนี้ มันผิดกฎหมายไหม ผิด มันก่อปัญหาไหม มันก่อ แต่คุณต้องเข้าใจของพวกนี้ก่อน ไม่ใช่สันติวิธีแล้วทุกคนยิ้มใส่กันด้วยความสุขเท่านั้น

ส่วนที่หลายฝ่ายโจมตีว่ากลุ่มของ สุเทพ เริ่มทำผิดกฎหมายนั้น ชัยวัฒน์ อธิบายว่า เมื่อเดินมาบนถนน อยู่ในอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ผิดกฎหมายตั้งหลายข้อแล้ว แต่เพราะผู้ชุมนุมรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง และตราบใดที่ไม่ใช้ความรุนแรงห้ำหั่นกัน ก็ยังถือเป็นสันติวิธีอยู่

ไม่อยากเห็นคนต่างกันต้องเป็นศัตรูมาฆ่ากัน

ข้อสังเกตหนึ่งในจดหมายที่ ชัยวัฒน์ เขียนถึง สุเทพ นั้น เขาระบุว่า “สันติวิธี” จะใช้ได้ผลในการต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการมากกว่าที่จะใช้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

“ผลการศึกษาทั่วโลกพบว่า สันติวิธีอาจสั่นสะเทือนการเมืองการปกครองได้ แต่มันประสบความสำเร็จมากกว่าถ้าคุณสู้กับรัฐเผด็จการ โอกาสที่จะสำเร็จในการต่อสู้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่มาจากประชาชนน้อยกว่าเยอะ เหตุผลก็คือ สันติวิธีมันเป็นประเด็นต่อสู้ในปัญหาเรื่องความชอบธรรมด้วย ฉะนั้นข้อโต้แย้งสำคัญของมันก็คือ พอเห็นรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นฐานความชอบธรรมอยู่กับเรา และฐานเรื่องความชอบธรรมก็จะค่อยๆ สั่นสะเทือน เมื่อไม่มีความชอบธรรมไปช่วยมันทำไม ไปเสียภาษีให้มันทำไม แต่ถ้าเขามีความชอบธรรมอยู่ ก็ไปทำอะไรไม่ได้ นี่คือหลักเบื้องต้นที่คนต่อสู้ด้วยสันติวิธีต้องรู้”ชัยวัฒน์ ตอบคำถาม

แม้ สุเทพ จะประกาศบนเวทีว่าเป้าหมาย|ของการชุมนุมไม่ได้หยุดอยู่แค่การยุบสภาเท่านั้น หากแต่คือการ “ปฏิวัติประชาชน” และตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมาทำหน้าที่แทนรัฐบาลชุดนี้ชัยวัฒน์ มองว่า เมื่อ สุเทพ เลือกจะปฏิเสธกระบวนการทางการเมืองปกติ อย่าง ยุบสภา ลาออก สุเทพ ก็มีหน้าที่ในการอธิบายต่อว่าสภาประชาชนจะไปถึงได้อย่างไร กระนั้นเอง ข้อเสนอของ สุเทพ ทำให้ ชัยวัฒน์ มองเห็นว่าแนวคิดของ สุเทพ และของพรรคเพื่อไทยนั้น เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง

“คุณสุเทพแกก็เสนอ 5-6 ข้อ ความเหลื่อมล้ำอะไรรัฐบาลก็น่าจะเอาด้วย เพราะฉะนั้นลักษณะร่วมมีตั้งเยอะ เพราะคนทั้งสองกลุ่มเรียกร้องหากฎเกณฑ์ใหม่ของสังคมไทย เช่น เสียงข้างมากอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นระบบอะไรล่ะที่จะแก้ปัญหาประเทศทำนองนี้ได้ ของพวกนี้เราก็ต้องช่วยเซตระบบกติกาใหม่ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีจุดต่างสุดขั้วซะทีเดียว”

ชัยวัฒน์ บอกว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันในการแก้ไขกติกา ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะเริ่มต้นแก้กติกามากกว่าจะสู้กันแตกหัก

“ถ้าระดับความอดทนของคนไทยต่อรัฐบาลมันมีแค่ 2 ปี หรือ 2 ปีครึ่ง ก็เลิกสิ ก็เปลี่ยนสิ ก็อาจจะไม่มีคนมาตีกันแบบนี้ สมมติจะเรียกร้อง คน|ก็จะบอกว่า เฮ้ยเดี๋ยวก็ไปแล้ว ไอ้นี่4 ปี นานเกินไปแล้วผมกำลังจะบอกว่าต้องออกแบบสังคมการเมืองด้วยตัวเอง ประเทศอื่นจะเป็นแบบไหนก็เป็นเรื่องของเขา เหมือนกับออกแบบบ้าน อย่างบ้านเราฝนตกเยอะ กันสาดต้องยาวหน่อย ประเทศไหนฝนตกน้อยกว่าก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ประเทศหิมะตกก็ต้องรับน้ำหนักได้มากหน่อย ก็ออกแบบร่วมกันสิ”

ชัยวัฒน์ สรุปการสนทนาของเราเช่นเดียวกับในจดหมายว่า หาก สุเทพ และ ยิ่งลักษณ์ เลือกจะต่อสู้กัน ก็ขอให้ต่อสู้ไป หรือหากอยากที่จะอยู่กับความขัดแย้งก็อยู่ไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้สังคมไทยต้องอยู่อย่างหมดหวัง

“เรายังมีมิตรไมตรีอยู่ ผมไม่อยากเห็นคนต่างกันต้องเป็นศัตรูมาฆ่ากัน คือมันมีคนจำนวนหนึ่งอยากเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นภาวะสงคราม แต่ผมคิดว่าความขัดแย้งปัจจุบันแบบนี้มันธรรมดา แล้วมันอาจจะดีกับสังคมด้วย ถ้าเราไม่ขัดแย้งกันเลย ไปไหนไม่รอด ไม่ใช่ว่าคุณเป็นศัตรูต้องฆ่ากันให้ตายไปข้าง”ชัยวัฒน์ ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท