
Unfirend มิตรสหาย และความป่วยไข้ทางอารมณ์ (ของผม)
ร่ำๆ ว่าจะเลิกเล่นเฟซบุ๊กหลายครั้งหลายหน จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้อย่างที่พูดสักที
ร่ำๆ ว่าจะเลิกเล่นเฟซบุ๊กหลายครั้งหลายหน จนแล้วจนรอดก็ทำไม่ได้อย่างที่พูดสักที
ทั้งที่ประกาศต่อหน้าพี่น้องผองเพื่อนอย่างเท่ๆ “งดเล่นชั่วคราว ลาก่อน จนกว่าจะพบกันใหม่” ด้วยเหตุผลว่าเฟซบุ๊กไม่ใช่ความบันเทิงอีกต่อไปแล้ว
แต่ละวันเต็มไปด้วยข่าวสารการเมืองอันบิดเบือนอย่างน่าทุเรศ ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาถกเถียงกันเอาเป็นเอาตาย ถ้อยคำหยาบคายแสดงถึงความจงเกลียดจงชังฝ่ายตรงข้าม ชนิดไม่เหยียบเงาเผาผี ส่งผลให้บรรยากาศในโลกโซเชียลไม่ต่างอะไรกับยืนอยู่ท่ามกลางหมู่อันธพาลที่เฮโลห้ำหั่นกัน และพร้อมที่จะอาละวาดใส่ผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
หลายคนหัวร้างข้างแตก ทั้งที่ยืนดูอยู่เงียบๆ หลายคนถูกรุมกระทืบเพียงเพราะกระโดดเข้าขวางกลางวงด้วยความปรารถนา ดี สุดท้ายบาดเจ็บเจียนตายด้วยข้อหา “โลกสวย”
รักสันติกลายเป็นไทยเฉย ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย คือ ควายแดง ออกมาชุมนุมเพื่อชาติก็โดนกล่าวหาว่าตามกระแส ถ่ายรูปอวดชาวบ้าน บางคนตั้งใจเก็บข้อมูลให้รอบด้านเพื่อประกอบการคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน แต่ช้าไม่ทันใจวัยรุ่น เลยถูกแปะหน้าหาว่าเป็นไทยงง ทีนี้ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ชาวเน็ต” กลายมาเป็นผู้ชี้นำตัดสิน โดยไม่มีใครรู้ว่าไอ้ชาวเน็ตนี่มันยิ่งใหญ่และมีอำนาจแค่ไหน ครอบคลุมทุกสิทธิทุกเสียงของประชาชนในสังคมจริงหรือเปล่า แม้แต่คำว่า “คนดี” ที่เดี๋ยวนี้กลายมาเป็นประโยคที่ใช้กัดจิกกระแนะกระแหนกันไปเสียแล้ว
สรุปแล้วสังคมต้องการอะไรกันแน่วะ?
ผมนั่งมองดูสิ่งเหล่านี้ตลอดทั้งวัน จากตั้งใจศึกษา กลับกลายเป็นเสียศูนย์ จะไปซ้ายไปขวา หรืออยู่ตรงกลาง ออกไปที่สว่างหรืออยู่ในความมืด อารมณ์ขันที่เคยมีแทนที่ด้วยความสับสน พลุ่งพล่าน ก่อนจะระเบิดตูมออกมา เพราะไม่มีวุฒิภาวะและสติปัญญามากพอจะระงับความโกรธเอาไว้ได้
ผลคือ สงครามยังไม่ทันจบ สหายร่วมรบล้มหายตายจากไปหลายคน จากอาวุธอันน่าหวาดกลัวที่ชื่อว่า “Unfriend”
ยามสงบ เรายิ้มแย้มหัวร่อ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ยามศึก เราแบ่งฝักแบ่งฝ่าย โต้ตอบ โจมตี จนพลั้งเผลอทำร้ายกัน หารู้ไม่ว่าเสร็จสิ้นสงครามแล้ว แผ่นดินยังดำรงอยู่ สิ่งที่หายไปก็มีพวกเรากันนี่แหละ
เป็นไปได้ไหมว่า การมาถึงของโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นอาจเร็วเกินไปสำหรับมนุษย์ (บางจำพวก) ที่ยังไม่รู้จักแยกแยะระหว่างโลกจริงกับโลกไซเบอร์ (ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโลกใบเดียวกันเข้าไปแล้ว) พฤติกรรมที่อาจยังไม่มีใครเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ทั้ง Add FriendUnfriend LikeShared ฯลฯ ว่ามีความหมายลึกซึ้งและมีพลังมากน้อยเพียงใด ลูกบางคนไม่รับแอดเฟรนด์จากพ่อแม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงคุยกันแทบทุกเรื่อง ลูกน้องไม่อยากเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกับเจ้านาย จนอีกฝ่ายรู้สึกถึงความหมางเมิน ไม่ได้รับความสำคัญ
ทั้งหมดดูคล้ายจะเป็นคนละเรื่อง แต่ที่สุดก็ยืนยันแล้วว่า ส่งผลเชื่อมโยงถึงกันจนกลายเป็นเรื่องเดียว
ไถ่ถามคนที่ตัดสินใจหยุดเล่นเฟซบุ๊กชั่วคราว เกือบทั้งร้อยมาจากความเบื่อหน่าย “เล่นไปเล่นมากลับเป็นเราคนเดียวที่เป็นบ้าไปเสียเอง” บางคนทนไม่ได้ที่เห็นคนใกล้ชิดแปลงร่างเป็นหมาบ้า กัดไม่เลือก ห้ามก็ไม่ฟัง พวกเขาเลือกที่จะหลบออกมาจากโลกใบนั้นอย่างเงียบๆ พร้อมข้างนอกที่เต็มไปด้วยบาดแผล และข้างในที่ถูกบดขยี้ไม่มีชิ้นดี
บางทีผมก็รู้สึกว่าบนหน้าวอลล์เฟซบุ๊กก็เหมือนระเบียงหน้าบ้าน บางหลังสะอาดสวยงาม แต่ก็จืดชืด น่าเบื่อ บางหลังรกไม่เป็นระเบียบ กลับไม่รู้สึกว่าสกปรก และมีกลิ่นเหม็น บางหลังเหมือนห้องสมุด โรงหนัง สถานีวิทยุ ให้เราเข้าไปหาความรู้ ผ่อนคลายอารมณ์ ตัวเจ้าของเฟซบุ๊กนั้นก็เหมือนเจ้าของบ้านจะยิ้มแย้มเป็นกันเอง หรือจะยืนจ้องหน้าตะโกนด่าใครที่แหลมเข้ามา ไม่ว่ากัน
อย่าโกหกตัวเองเลยว่าไม่ได้ติดเฟซบุ๊ก อย่าบอกว่าเฟซบุ๊กเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าคุณยังนั่งส่องเรื่องคนโน้นคนนี้ทุก 2 นาที
อย่าหลอกตัวเองว่าโลกเฟซบุ๊กกับโลกแห่งความเป็นโลกคนละใบกัน ถ้าคุณ Unfriend เพื่อนเสร็จ แล้วเมื่อพบหน้ากัน คุณไม่คุยกับเขาอีกเลยตลอดชีวิต







