
หลัง 5 ธันวาสัญญาณแตกหักเริ่มแล้ว
ท่าทีแข็งกร้าวของ "สุรพงษ์" ในการจัดการม็อบ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์จากนี้ไปจะเกิดความรุนแรงขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
"ผู้บริหารบลูสกายนั้นชัดเจนว่าให้ความสนับสนุน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ผิด ม.114 (กบฎ) ดังนั้นบลูสกายจะต้องเจอหมายศาลแน่นอน จะมีการออกหมายจับเป็นระยะๆ เน้นที่แกนนำ บริษัทและห้างร้านที่ให้การสนับสนุน
...ในส่วนของ กทม. ที่ให้การสนับสนุนกบฏ ก็ถือว่าผิด ม.114 เช่นกัน อาทิ นำส้วมไปให้ใช้ หรือรถน้ำไปให้ก็มีความผิด กทม.ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายเรา
... ได้พูดคุยกันแล้วถ้าคุณสุเทพอยู่ที่ไหนเราสามารถจับตัวได้อย่างแน่นอน เพราะถือว่าเขาเป็นคนที่โดนหมายศาลในข้อหากบฏ เมื่อมีโอกาสต้องจับกุม"
นั่นเป็นคำพูดของ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" รองนายกฯอันดับ 1 และรมว.ต่างประเทศในฐานะผู้ควบคุมศูนย์รักษาความสงบ(ศอ.รส.)
เป็นท่าทีแข็งกร้าวจากฝ่ายรัฐบาล หลังปลด พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯที่ควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกจากการคุมศูนย์รักษาความสงบ(ศอ.รส.) แล้ว ตั้ง นายสุรพงษ์ มานั่งแท่นแทน
และนี่เป็นสัญญาณความรุนแรงครั้งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป หลังพักรบในช่วงวันมหามงคล 5 ธันวาคม
ทั้งนี้รัฐบาลได้ปรับยุทธวิธีสู้ม็อบ โดย ใช้สายเหยี่ยว ส่งคนสายตรงทักษิณมาคุม ศอ.รส.แม้ช่วงพักศึก ในวันที่ 3 ธ.ค.จะมีการถอนกำลังตำรวจนับหมื่นนาย ออกจากกรุงเทพมหานครกลับสู่ที่ตั้งทั้งหมด ก็ตามที แต่เย็นวันที่ 4 ธันวาคม ก็มีคำสั่งทางวิทยุของ ศอ.รส.ถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้ระดมกำลังตำรวจเข้า กทม.ด้วย เหตุผลเพื่อรักษาสถานที่ราชการ โดยคำสั่งดังกล่าวให้กองบังคับการตำรวจภูธรในภาคตะวันออกเกือบทั้งหมด ประกอบด้วย ตราด ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และชลบุรี จัดเตรียมกำลังกองร้อย คฝ.ภ.จว.ละ 1 กองร้อย เตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งของหน่วย พร้อมเดินทางเข้าจุดรวมพลของ ภ.จว.ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อออกเดินทางตามที่ ศอ.รส. สั่งการ
แน่นอนว่าคำสั่งลักษณะเดียวกันย่อมมีไปยังตำรวจภูธรต่างๆ เตรียมกำลังพร้อมเดินทางเข้ากทม.เช่นเดียวกัน เพราะลำพังกำลังตำรวจจากภูธรภาค 2 จังหวัดละ 1 กองร้อยไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้
ไม่เพียงแต่การปลด พล.ต.อ.ประชา ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ศอ.รส. เท่านั้น หากแต่ในศอ.รส.ยังมีการปรับเปลี่ยนบทบาทของ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกฯศอ.รส. ให้น้อยลง โดย ตั้ง พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการปฏิบัติการข่าวสาร พล.ต.อ.จรัมพร แม้จะดูเป็นตำรวจสายบุ๋นมากกว่าบู๋ แต่กิตติศัพท์ความแข็งกร้าวไม่แพ้ใครในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ขณะเดียวกันก็แต่งตั้ง พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นรองหัวหน้าชุด ที่สำคัญ ก็คือการให้ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. เป็นผู้กำกับดูแลการแถลงข่าว โดยพล.ต.ท.คำรบ ถือเป็นตำรวจสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ
แหล่งข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า การใช้นักการเมืองและตำรวจที่เป็นที่ไว้ใจของพ.ต.ท.ทักษิณในสถานการณ์ที่รัฐบาลถอยร่น เป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเสี่ยงมากที่จะเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ตำรวจจะถอนกำลังออกไป แต่ก็เป็นการถอยทางยุทธวิธีเท่านั้น
ในโลกไซเบอร์หรือทางไลน์ของตำรวจยังคงแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม โดยมีการแชร์ในรูปแบบของเฟสบุ๊กและไลน์ในหมู่ข้าราชการตำรวจตลอดเวลา หลังวันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไป จึงเสี่ยงอย่างมากที่จะเกิดความรุนแรงในกรุงเทพมหานคร เพราะตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่คุมกำลังและมีบารมี ต่างก็สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมด
แม้ไม่มีทหาร แต่ด่านหน้าเป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าหากกำราบผู้ชุมนุมได้อยู่หมัด พวกเขาจะได้รัฐบาลที่เข้าอกเข้าใจและให้การสนับสนุนกิจการของตำรวจเป็นอย่างดี ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ที่พวกเขามองว่าไม่ค่อยให้การสนับสนุนองค์กรตำรวจสักเท่าไหร่ ยิ่งประกาศจะตัดตอนให้ตำรวจเป็นองค์กรสังกัดท้องถิ่น ยิ่งพวกเขาต้องลุกขึ้นสู้ บางคนถึงขั้นประกาศชัดเจนว่าประชาธิปัตย์เป็นศัตรู
อย่างไรก็ตาม ถ้าพลาดท่าเสียที องค์กรตำรวจและตำรวจหลายคนอาจถูกรื้อและเช็คบิลครั้งใหญ่ เกมทางการเมือง การต่อสู้ครั้งนี้ครั้งนี้จึงไมใช่การเมืองเพียงอย่างเดียว แต่การเมืองได้อาศัยความนิยมชมชอบส่วนตัวของตำรวจมาเป็นเครื่องมือได้อย่างแยบยล
"หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าจะควบคุมสถานการณ์ไว้ในมือให้ได้ การบาดเจ็บล้มตายจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ภาพของการแข็งกร้าวก่อนวันที่ 3 ธันวาคม จะกลับมาอีกครั้งและรุนแรงกว่าเดิม" นายตำรวจคนหนึ่งวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองของตำรวจ
ฉะนั้นเมื่อบทบาทตัวละครชัดเจน คือ สุเทพ สั่งยกระดับแตกหัก สุรพงษ์ ลุยใช้บังคับกฎหมายเข้มข้น ตำรวจสายเหยี่ยว คุมกำลังป้องรัฐบาล ...สัญญาณความรุนแรงจึงปรากฏชัดขึ้น !







