
การค้าข้ามชาติในสมัยรัชกาลที่ 5
....สมชาย สกุลสุรรัตน์
สี่แยกราชประสงค์นั้น นอกจากจะเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานครแล้ว ยังเป็นย่านชุมนุมเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ด้วยกัน ตั้งแต่ พระพรหม พระวิษณุพระตรีมูรติ และพระอินทร์
เพราะฉะนั้นผมยังเชื่อว่าเรื่องร้ายๆ ถึงขั้นคอขาดบาดตายคงไม่น่าจะเกิดขึ้นที่สถานที่ที่หลายคนบอกว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ช่วยกันสวดมนต์ภาวนาให้เหล่าเทพเจ้าเหล่านี้ช่วยกันปกปักรักษาชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยด้วยกัน อย่าให้เกิดเหตุร้ายแรงใดๆ ขึ้นมามากกว่าที่เกิดขึ้นแล้วเลย
ดีอย่างหนึ่ง เท่าที่เคยไปย่านนี้ยังไม่เคยเห็นเทวรูปขององค์พระผู้ทำลายคือ พระศิวะพระพรหมท่านก็เป็นผู้สร้าง และพระวิษณุท่านก็เป็นพระผู้รังสรรค์ปกปักรักษา ส่วนพระตรีมูรตินั้นท่านก็เป็นพระผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา
เพราะฉะนั้น ถ้าพึ่งใครไม่ได้จริงๆ ลองเชื่อผมสวดมนต์ขอพรจากเทพเจ้าที่ไหนๆ ท่านก็สถิตอยู่ในบริเวณนี้อยู่แล้วดีกว่า ใจจะได้สบาย
เขียนมาถึงตรงนี้ ต้องยอมรับครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดอาการมึนงง สมองไม่ค่อยรับเรื่องตัวเลขและความเป็นมาเป็นไปของเศรษฐกิจรอบตัว กับอีกประการหนึ่งมีผู้รู้ได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องของเศรษฐกิจกันมากแล้วสู้หาอะไรเบาๆ มาเขียนดีกว่าอย่างน้อยก็ไม่เพิ่มเชื้อแห่งความเครียดให้ท่านผู้อ่านเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ผมเองก็เชื่อครับว่า เศรษฐกิจไทยนั้นจะต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย แต่ไม่ค่อยยอมรับแนวความคิดที่จะใช้ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจมาอ้างเป็นเหตุผลมายุติความขัดแย้งทางการเมือง
ที่พูดอย่างนี้ เพราะผมคิดว่าความเสียหายหรือผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจนั้น เป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น ตั้งแต่สมัยประท้วงเสื้อเหลือง จนถึงการประท้วงเสื้อแดง ถ้าจะแก้ไขปัญหาคงต้องไปแก้ไขปัญหาที่เหตุครับ ไม่ใช่ไปแก้ที่ผลอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ครับว่า ความทุกข์นั้นเกิดจากเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ถ้าอยากจะดับทุกข์ต้องไปหาเหตุให้พบเสียก่อน แล้วจึงรีบหาทางดับเหตุแล้วทุกข์ก็จะหมดไปเอง
ว่าแล้วก็เห็นด้วยกับหลายท่านครับที่ว่าปัญหาทางการเมืองต้องแก้ไขด้วยการเมือง เมื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ปัญหาอื่นๆ ก็ยุติลงไปเอง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เพราะคนไทยนั้นรู้จักทำมาค้าขายกันเอง และค้าขายระดับชาติมานานนมแล้ว
เขียนมาถึงตรงนี้ก็มีลานบินลงแล้ว เพราะเผอิญผมไปนั่งอ่านหนังสือเก่าที่ซื้อจากซาเล้งไว้นานแล้ว ช่วงวันหยุดยาว ก็เห็นความสามารถในการทำมาค้าขายระดับข้ามชาติของคนไทย เมื่อประมาณ 164 ปี มาแล้ว กล่าวคือในหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 7 กล่าวถึงเรื่องการส่งเรือสินค้าขนส่งสินค้าจากไทยไปขายถึงเมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช 1208 พ.ศ. 2389 ในสมัยรัชกาลที่ 3
ในปีนั้น พระยาสวัสดิวารีได้แต่งสำเภาให้จีนกั๊กเป็นพายลำ (หรือสมัยใหม่คงเรียกว่าเป็นกัปตัน) ไปค้าขายที่เมืองบาหลี อยู่ข้างใต้ไม่ห่างเกาะชวา เมื่อจีนกั๊กกลับมาถึงกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 3 ท่านจึงโปรดให้ถามเพื่อทราบถึงภูมิประเทศ การบ้านการเมือง ตลอดจนระยะทาง และการเดินทางไปกลับ ประกอบกับตอนนั้น ฮอลันดาหรือเนเธอร์แลนด์ได้ส่งกองทัพเรือไปตีเมืองบาหลีพอดี จึงได้เห็นการรุกรานของฝรั่งล่าอาณานิคมด้วยตนเอง และนำมาจดบันทึกคำให้การได้
คำให้การจีนกั๊กประชุมพงศาวดารนั้น กล่าวว่าพระยาสวัสดิวารีแต่งเรือกิมอาย ยาว 14 วา ปาก 4 วา ลำหนึ่งให้จีนกั๊กเมินพายเรือ จีนคงเป็นล้าด้า จีนฉุยเป็นทวยเดียว ทั้งนี้ทั้งหมดอย่าถามผมครับว่าเรือลำนี้ใหญ่หรือเล็ก เรือกิมฉายแปลว่าอะไร และตำแหน่งล้าด้าหรือทวยเดียวแปลว่าอะไร เพราะผมก็ไม่ทราบ คงทราบเพียงว่าล้าด้านั้นในเพลงสามัคคีชุมนุม ถ้าจำไม่ผิดเป็นพระราชนิพนธ์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6แต่งไว้ว่า
“เจ้าจงเอาหูตาเป็นลำตัว ฟังดูลม”คงหมายถึงต้นหนเรือ ผิดถูกขออภัยครับไม่มีความรู้จริงๆที่สำคัญคือสินค้าที่ส่งออกไปขายครับ เป็นสินค้าที่ผลิตในเมืองสยามร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีชิ้นส่วนต่างประเทศใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ต้องขอส่งเสริมการลงทุนด้วย ได้แก่ สินค้าเกลือ 150 เกวียน น้ำมันมะพร้าวหนัก 300 บาท ครั่งหนัก 100 บาท น้ำตาลดำหนัก 400 บาท ยางหนัก 400 บาท แพรจีนเจา 20 ม้วน แพรยังสี30 พับ (สองตัวหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นสินค้าที่เอกซ์เปอร์ตครับ) ไปค้าขายเมืองบาหลี
จีนกั๊กล่องเรืออยู่หนึ่งเดือนถึงเมืองใหม่ หรือสิงคโปร์ปัจจุบัน จีนกั๊กแกแวะเข้าจำหน่ายเกลือ น้ำตาล ฯลฯ ที่ว่าสิงคโปร์ แล้วซื้อกระทะ 500 เถา สีเสียด 200 บาท ถ้วยชาม 100 ซอง ทองอังกฤษ 1,000 ม้วน ไหมทอง 50 หีบ ผ้าขาว 50 พับ ผ้าดิบ 100 พับ จากสิงคโปร์เก็บไปขายต่อที่บาหลี แล้วผมคิดว่าเผื่อขากลับจะได้เอามาขายในเมืองสยามอีกต่างหาก แสดงถึงความเป็นพ่อค้าเต็มตัว
หลังจากนั้น ก็เดินทางต่อตามที่แกให้การไว้ดังนี้
“เพลาเย็นถอนสมอใช้ใบเรือออกจากอ่าวถังปัว ตั้งน่าเรือไปทิศใต้ไป 3 วัน ถึงเกาะปูนโตๆ อยู่ตะวันตก ใช้ใบเรือไปอีก 5 วัน ถึงน่าเมืองหมาสิน ไปแค่เมืองหมาสิน เพลากลางคืนต้นหนห้ามไม่ให้ตามไฟ กลัวปลาใหญ่จะมาหนุนเรือไป 7 วัน เข้า 21 วันถึงเมืองบาหลี”เอาว่า ห้ามถามหน่วยวัดน้ำหนัก ฯลฯ ที่ว่ามาเด็ดขาด เพราะผมไม่ทราบ แต่สรุปว่าจีนกั๊กใช้เวลาเดินทางจากเมืองสยามไปบาหลีประมาณ 1 เดือน กับอีก 21 วัน ผ่านสถานที่ชื่อแปลกๆ ซึ่งผมก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน เพื่อไปค้าขายสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย
ส่วนที่เหลือจะเขียนต่ออาทิตย์หน้าครับถ้าการชุมนุมยังไม่ยุติ ถ้ายุติก็จะเขียนเรื่องอื่น เพราะสติสตัง ก็คงกลัวเข้าตัวตามปกติ...







