posttoday
ความเสี่ยงด้านพลังงานกับอนาคตของประเทศไทยในอีก 20 ปี

ความเสี่ยงด้านพลังงานกับอนาคตของประเทศไทยในอีก 20 ปี

06 ธันวาคม 2556

ได้อ่านรายงาน “จับชีพจรประเทศไทย” ที่สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเอกสารประกอบการสัมมนา “Thailand Future Forum” ที่ทางสถาบันได้ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดขึ้นมาล่าสุด ทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวมากว่าผู้บริหารประเทศไทยได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปถึง 20 ปี โดยไม่ได้พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาทำกันได้อย่างไร สถานะหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตกต่ำลงมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร และจะมีใครรับผิดชอบความเสียหายบ้าง

ได้อ่านรายงาน “จับชีพจรประเทศไทย” ที่สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นเอกสารประกอบการสัมมนา “Thailand Future Forum” ที่ทางสถาบันได้ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดขึ้นมาล่าสุด ทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวมากว่าผู้บริหารประเทศไทยได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปถึง 20 ปี โดยไม่ได้พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาทำกันได้อย่างไร สถานะหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตกต่ำลงมาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร และจะมีใครรับผิดชอบความเสียหายบ้าง

ข้อสำคัญจนถึงวันนี้แล้ว นักการเมือง ชนชั้นนำ ชนชั้นปกครอง ปัญญาชน และนักวิชาการทั้งหลายก็ยังไม่สำนึก ยังคงมุ่งหน้าปลุกระดมคนในชาติให้แบ่งแยก เกลียดชังกัน ทะเลาะวิวาท แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสีแบ่งพวก โดยไม่ลืมหูลืมตา ใช้วิชามารมุ่งทำลายล้าง ฉุดแข้งฉุดขากันทุกท่า เพื่อไม่ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า เพียงเพราะไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่ใช่พวกของตน ในขณะที่รัฐบาลก็มีพฤติกรรมปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและฝ่ายค้านโดยอ้างเสียงข้างมาก และถูกกล่าวหาว่าบริหารงานอย่างไม่โปร่งใส จึงทำให้สถานการณ์ของประเทศยิ่งเลวร้ายลงไปอีก จนคาดเดาไม่ได้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า สถานะของประเทศไทยจะไปยืนอยู่ตรงจุดไหนของโลกถ้ายังไม่รีบแก้ไข

ในเอกสารสรุปภาพรวมการสัมมนา “A nation in decline?” บ่งบอกสถานะของประเทศไทยชัดเจนว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในสถานะที่ตกต่ำลงอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียที่นำหน้าเราไปแล้ว หรือกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่กำลังตีคู่กันมา ทั้งๆ ที่เคยล้าหลังเรามาก่อน หรือแม้แต่กับเวียดนามที่ไล่หลังเรามาติดๆ และมีทีท่าจะแซงเราในอนาคตอันใกล้นี้ มิพักต้องพูดถึงเมียนมาร์ที่กำลังมาแรง กัมพูชาและลาว ที่เราจะต้องลงไปแข่งขันด้วยในอนาคต!

ผมอ่านรายงานดังกล่าวแล้ว ไม่อยากเชื่อเลยว่าอันดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ (เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง) ของไทย จะตกจากอันดับที่ 6 ในปี พ.ศ. 2533 มาอยู่อันดับที่ 81 ในปี พ.ศ. 2555 และสัดส่วนเงินลงทุนโดยตรง (FDI) เทียบกับเวียดนามจะหล่นจาก 14 เท่า ลงเหลือเพียง 1 เท่า ในระยะเวลาดังกล่าวเช่นเดียวกัน!

ในด้านพลังงาน ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยอยู่ในอันดับที่ 168 จาก 199 ประเทศที่ทำการสำรวจ และสัดส่วนการใช้พลังงานวัดเป็นหน่วยความร้อนบีทียู/จีดีพี ก็สูงกว่าทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนและสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (ตามการสำรวจของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานของสหรัฐ หรือ EIA ในปี ค.ศ. 2010) โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมานี่เอง ผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้มาเยือนประเทศไทย และนำเสนอรายงานสถานการณ์และแนวโน้มภาพรวมด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ รมว.พลังงานของไทยได้รับฟัง

ผอ. IEA ระบุชัดว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจุดเสี่ยงเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานสูงที่สุดในอาเซียน โดยมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องพึ่งพาพลังงานจากนอกประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คาดปี พ.ศ. 2578 หรืออีก 22 ปีข้างหน้า ไทยจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นถึง 80%

โดยสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 85% เป็นเกือบ 100% และมูลค่าการนำเข้าจะสูงถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (2.2 ล้านล้านบาท จาก 1.1 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ. 2555) นอกจากนั้น ไทยยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มจากปัจจุบันที่นำเข้าในสัดส่วน 25% เป็น 90%

โดยตัวเลขของกระทรวงพลังงานเองก็ยืนยันตรงกันว่า นอกจากไทยเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะต้องนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงเพิ่มขึ้น จากระดับ 1.5 ล้านตัน/ปี ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 23 ล้านตัน/ปี และต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากระดับ 1.8 ล้านตัน/ปี เป็น 8 ล้านตัน/ปี ในปี พ.ศ. 2573

ในส่วนที่ IEA ไม่ได้ระบุเอาไว้คือไฟฟ้า กระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าไทยต้องนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านอีกมหาศาล อันเนื่องมาจากการที่เราไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงหลัก อย่างเช่น ถ่านหินหรือนิวเคลียร์ในประเทศได้ เพราะปรากฏการณ์ NIMBY (Not in My Backyard) คือเอาไฟฟ้า แต่อย่ามาสร้างโรงไฟฟ้าหลังบ้านฉัน

ตามแผนงานล่าสุดของกระทรวงพลังงาน เรามีโครงการซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศที่อยู่รอบบ้านเรา โดยจะเพิ่มสัดส่วนการซื้อไฟจากปัจจุบัน 3% เป็น 21% ในปี พ.ศ. 2573

โดยเรามี MOU กับเมียนมาร์ 1,500 MW และกับ สปป.ลาว 7,000 MW แต่กำลังจะเพิ่มเป็นประเทศละ 10,000 MW เรามีกรอบ MOU กับจีน 3,000 MW และกับกัมพูชาอีกโดยยังไม่ระบุจำนวน และยังมี MOU กับมาเลเซียอีก 600 MW

นอกจากไฟฟ้าที่ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นแล้ว เรายังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมาร์และพื้นที่พัฒนาร่วมไทยมาเลเซีย ในอนาคตเราอาจต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ถ้าตกลงปัญหาเรื่องเขตแดนและการแบ่งปันผลประโยชน์กันได้

จะเห็นได้ว่าปัญหาด้านพลังงานของไทยในอนาคตนั้น มีอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ คือ ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ซึ่งของเรายังต่ำอยู่มาก กับเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ที่เราต้องพึ่งพิงการนำเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ และต้องพึ่งพาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของเรานับจากนี้ นอกจากต้องให้ความสำคัญอันดับหนึ่งกับการประหยัดพลังงานแล้ว ยังต้องตีคู่ไปกับการดำเนินนโยบายทางการทูตอย่างชาญฉลาด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงพลังงานของประเทศในระยะยาว หมดสมัยเสียแล้วกับการปลุกระดมให้คนไทยขึ้นมาทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยกเอาลัทธิชาตินิยมหรือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาปลุกเร้าให้เป็นศัตรูกัน โลกกำลังเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และเรากำลังมุ่งหน้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การหันหน้ามาร่วมมือกันและผลักดันให้อาเซียนแข็งแกร่ง แข่งกับภูมิภาคอื่น น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญกว่า

อย่าลืมว่าไทยมีปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าประเทศอื่น แถมประสิทธิภาพการใช้พลังงานก็อยู่ในระดับต่ำ ทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานในประเทศที่มีอยู่ก็กำลังหมดไปเรื่อยๆ ถ้าต้องนำเข้ามากขึ้นในราคาที่แพงขึ้น ต้นทุนในการผลิตก็จะสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันก็ลดลง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็จะน้อยลง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของพลังงานค่อนข้างมาก

ผมไม่แน่ใจว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ชีวิตของลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร ในสภาพที่ทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานหมดไปจากผืนแผ่นดินไทย และเราต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ 100%

ผมดูแล้วประเทศไทยในอนาคตมีความเสี่ยงสูงมาก นอกจากความเสี่ยงในเรื่องของพลังงานอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องอื่นๆ สารพัด เช่นเรื่องการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ การศึกษาที่คุณภาพยังด้อย การศึกษาของเรายังด้อยและล้าหลังประเทศอื่นทั้งๆที่ใช้งบประมาณสูงกว่า การพัฒนาคุณภาพของประชากรให้คิดเป็นและมีระเบียบวินัย การสร้างความโปร่งใส ธรรมมาภิบาลและการขจัดคอร์รัปชั่น ตลอดจนการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ก้าวหน้าทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อดูปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด รวมทั้งความท้าทายในอนาคตและผลงานย้อนหลังของการพัฒนาประเทศใน 20 ปีที่ผ่านมา คงต้องยอมรับตามตรงว่าจินตนาการไม่ออกจริงๆ ครับ ว่า อนาคตหรือสถานะของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ายังเป็นอย่างที่ผ่านมา

คงบอกได้เพียงอย่างเดียวว่า “สงสารอนาคตลูกหลานไทยจริงๆ” !!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท