
อธิปไตยสื่อสาร
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 พ.ค. นับเป็นการวัดใจรัฐบาลว่าจะยังจริงจังในการจัดการดาวเทียมเพื่อความมั่นคงในการสื่อสารของประเทศอย่างที่มีการประกาศก่อนหน้านี้มากน้อยแค่ไหน
หลังจากที่กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแก้สัญญาสัมปทานมือถือและดาวเทียมตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท พ.ต.อ.สุชาติวงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะประธานคณะกรรมการ ได้เสนอเรื่องให้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที รายงานให้ที่ประชุม ครม.เพื่อขอมติวันนี้
ทั้งนี้ คณะกรรมการของกระทรวงไอซีทีชุดดังกล่าวได้ระบุความผิดในส่วนของดาวเทียมว่าผิดไปแล้ว 3 ประเด็น คือ 1.ดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ไม่ใช่เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เพราะไม่สามารถใช้งานแทนไทยคม 3 ได้ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีรองรับใช้งานบรอดคาสต์ เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) 2.การนำเงินประกัน 6 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ได้จากการปลดระวางไทยคม 3 ไปเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมดวงอื่น โดยไม่ส่งคืนกลับไอซีที และ 3.การลดสัดส่วนหุ้นจาก 51% เหลือ 40%
ความผิดดังกล่าวเมื่อนำไปเทียบกับสัญญาสัมปทาน น่าจะมีช่องทางให้บอกเลิกสัมปทานได้ ภายใต้เงื่อนไขที่สากลยอมรับ ซึ่งอาจต้องมีการฟ้องร้องและตั้งคณะอนุญาโตตุลาการขึ้นมาให้ความเป็นธรรมกับคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังบริษัท ไทยคม ผู้บริหารดาวเทียมไทยคมและไอพีสตาร์ รับสัมปทานโดยกลุ่มชินวัตร ได้ขายให้กับเทมาเซก กลุ่มทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ผ่านมามีการท้วงติงมาตลอด กรณีการนำทรัพยากรของชาติวงโคจรดาวเทียม ซึ่งบริษัทสัญชาติไทยเป็นผู้รับสัมปทานนำไปขายต่อให้ต่างชาติ เรื่องดังกล่าวน่าจะกระทบความมั่นคงทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะผู้ลงทุนซื้อสัมปทานย่อมต้องทำธุรกิจเพื่อหวังกำไรมากกว่าความมั่นคง
เห็นได้จากการออกอากาศของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่โดนกวนคลื่นสัญญาณหลังออกอากาศไปไม่กี่นาที กว่าจะแก้กลับมาออกอากาศได้ต้องใช้เวลาเกือบ 10 นาที รวมทั้งการขอความร่วมมือในการสกัดการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีทีวี ซึ่งรัฐบาลบอกว่าเป็นสถานีที่ยุยงปลุกปั่น สร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง แต่ทางบริษัท ไทยคม แก้ปัญหาดังกล่าวบนประโยชน์ของธุรกิจมากกว่าความมั่นคง ดังนั้นจึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะเรียกคืนอธิปไตยในการสื่อสารของชาติกลับมาได้แล้วชี้แจงเพียงว่าเป็นการเช่าใช้ผ่านลูกค้าของบริษัทไทยคมอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในเมื่อไทยคมรู้ว่าพีทีวีเช่าใช้ช่องสัญญาณของลูกค้าไทยคม คือเอ็นเอสเอส6 เนเธอร์แลนด์ ก็ควรจะแจ้งกับทางลูกค้าว่าพีทีวีเช่าใช้เพื่อจุดประสงค์ใด ไม่ควรปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง
อีกทั้งไทยคมจะอ้างว่าพีทีวีเช่าใช้ช่องสัญญาณของดาวเทียมต่างประเทศ จึงไม่สามารถปิดพีทีวีได้ ซึ่งพีทีวีอัพลิงก์จากดาวเทียมต่างประเทศจริง แต่ยังคงดาวน์ลิงก์ผ่านไทยคม ส่งผลให้พีทีวียังคงออกอากาศได้อยู่ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าไทยคมไม่ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างจริงจัง ดังนั้น รัฐบาลเล็งที่จะเอาผิดกับบริษัท ไทยคม







