
จุดเปลี่ยนชีวิตผู้บริหาร
.....ชาลอต โทณวณิก
บทความในบางครั้งนี้ และ 23 ครั้งอาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวดิฉันไปสักนิด แต่ก็คิดว่านำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าบางส่วนจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างคงไม่ว่ากันนะ
ชีวิตในช่วง 15 ปีหลัง ในฐานะผู้บริหารของดิฉันได้เป็นชีวิตของบุคคลสาธารณะไปในระดับหนึ่ง เนื่องจากในฐานะผู้บริหารของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ดูแลทางด้านการตลาด ประชาสัมพันธ์ และการ Rebrand ทำให้ต้องอยู่ในข่าวมาโดยสม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมานั้นก็เป็นในวงจำกัด ด้านธุรกิจ การเงิน การธนาคาร เป็นหลัก
แต่เมื่อได้ตัดสินใจลาออกเมื่อปี 2550 เมื่อทาง GE Holding ได้เข้ามาถือหุ้นธนาคาร และได้มีการเปลี่ยนผ่านการบริหาร ก็เป็นเรื่องที่ฮือฮาพอสมควร ที่ทางผู้บริหาร และเป็นตัวแทนของธนาคารมาโดยตลอด รวมถึงเป็นสีสันของวงการการเงินพอสมควร ได้ตัดสินใจลาออกเพื่อเข้าวงการมายา!
ดิฉันได้เข้ามาเป็น CEO ของ บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ เต็มตัว ซึ่งเป็นธุรกิจบันเทิงที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของช่อง 7 เพราะเดิมนั้นถือหุ้นอยู่ 75% เนื่องจากทางกลุ่มช่อง 7 ได้ไปซื้อหุ้นบริษัทนี้ออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2546 โดยเป็นบริษัทที่อยู่ในช่วงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่มาก โดยมีผู้บริหารเดิมบริหารงานมาจนถึงปี 2548 จึงได้ออกไป และดิฉันเข้ามาดูแลบริหาร
การตัดสินใจลาออกจากธุรกิจธนาคารมาธุรกิจบันเทิงนั้น ก็ยังเป็นลักษณะของการลาออกจากการทำงานที่หนึ่งมาเป็นบริหารอีกที่หนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนลักษณะงาน และยังคงอยู่ภายใต้ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มเดิม
ความยากลำบากของการเปลี่ยนธุรกิจที่บริหารนั้นแน่นอนต้องมีมากมาย คนมักจะถามว่า 2 ธุรกิจนี้มีความเหมือน/ความต่างอย่างไรบ้าง
คำตอบคือหลักบริหารที่เป็น
“แกน” นั้นยังคงอยู่ ได้แก่ การบริหารเวลา การบริหารการเงิน และการบริหารคนสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบที่นักการเงินมาบริหารธุรกิจบันเทิงคือ การที่มีความชำนาญด้าน
“การบริหาร” โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ที่ทำให้ในปีแรก (2549) นั้นไม่ต้องทำอะไรมาก แค่มองหาจุดลดไขมันส่วนเกิน ก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้นได้ไม่ยากสิ่งที่ยากและแตกต่างน่าจะเป็นการบริหาร
“คน” เพราะธุรกิจธนาคารนั้น “คนจะอยู่ในกรอบ” ที่ถูกตีไว้แทบจะขยับไม่ได้ เพราะควบคุมทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งหากจะบอกว่าคนของธุรกิจธนาคารนั้นเป็นคนด้าน “Science หรือศาสตร์”ส่วนธุรกิจบันเทิงนั้นคนจะต้อง
“ไม่มีกรอบ” เพราะเป็นงานครีเอทีฟ เป็นงานสร้างสรรค์หากตีกรอบแล้ว งานสร้างสรรค์ที่ควรจะ Tailor Made จะกลายเป็นแบบโรงงานผลิตไป คนด้านบันเทิงจึงเป็น “Art หรือศิลป์”3
ปีเต็ม (+ 1 ปีเต็มที่ไม่เต็มตัว) ที่บริหารบริษัท มีเดียฯ ยอมรับว่าหนักหนาอยู่ หากเทียบกับที่ผ่านมา 30 ปี ในชีวิตการทำงาน เพราะจากมือวางอันดับต้นๆ ในธุรกิจการเงิน กลายมาเป็นน้องใหม่ที่ต้องอุ้มพนักงานกว่า 200 คน โดยไม่มีเวลาให้ทำรายการในช่วงแรกขณะเดียวกัน ก็มีปัญหาที่สะสมอยู่พอสมควร ซึ่งทำให้ต้องงัดกลยุทธ์ในการบริหารอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งเรียนรู้ วงการบันเทิงประเภท Know who/Know how ให้เร็วที่สุด ว่าคนดีมีฝีมืออยู่ตรงไหน และการผลิตต่างๆ ทำอย่างไร ต้องรู้กลุ่มผู้ชม รู้คู่แข่ง รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ต้อง... ต้อง... และต้อง... จะเสมือนมือต้องไกว (เปลที่มีลูกถึง 200 คน) ดาบก็ต้องแกว่ง (ไม่ได้ฟาดฟันใคร แต่แกว่งหารายได้)
ในด้านภาพลักษณ์ของตัวเองนั้น ไม่เคยได้เป็นน้องใหม่ แต่ละถูกมองว่าจะต้องมาสร้างความตื่นตา ตื่นใจ หรือ Maga Project ประเภทว่า
“เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” เหมือนที่เคยอยู่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่กดดันกว่านั้นคือ มองว่าการออกจากธนาคารมาอยู่ธุรกิจบันเทิงเพราะต้องการเป็น
“เจ้าแม่” OMG (Oh My God) ทั้งหมดนั้นมารุมสุมทรวงอยู่กับผู้บริหารบันเทิงมือใหม่ (เมื่อปี 2550 ตอนนี้ EUREKA เรียบร้อยแล้ว)ครั้งหน้าค่อยมาว่ากันว่ามีการใช้กลยุทธ์อะไรบ้างในการพลิกโฉมบริษัทและสร้าง Success Story
จนมา
“เมื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน” (อีกครั้ง)






