posttoday
รัฐบาลปฏิรูปเกมซื้อเวลายื้อม็อบ

รัฐบาลปฏิรูปเกมซื้อเวลายื้อม็อบ

05 ธันวาคม 2556

โดย...ปริญญา ชูเลขา

โดย...ปริญญา ชูเลขา

ทุกนาทีจากนี้ไปสถานะรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าสู่ภาวะนับถอยหลัง นับแต่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) พร้อมประชาชนนับล้านออกมาต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมและไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการแก้รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ สว. จนนำไปสู่การยกระดับขับไล่รัฐบาล พร้อมควบคุมพื้นที่สัญลักษณ์เชิงอำนาจของรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้

สถานการณ์บ้านเมืองยามนี้เสมือนไร้ทางออก จนเกิดเป็นแรงกดดันจากสังคมอย่างหนักให้นายกรัฐมนตรีเร่งตัดสินใจปลดชนวนความขัดแย้งดังกล่าวโดยเร็ว จนยิ่งลักษณ์ต้องยอมแสดงท่าทีว่ายินดีทำทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ “การยุบสภา” หรือ “ลาออก” ก็ยอมทำให้ได้ โดยอ้างว่าเป็นทางที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่กล้าประกาศว่าจะยุบสภาเมื่อไร เพราะต้องการยืดระยะเวลาในการรักษาสถานะรัฐบาลออกไปให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมๆ กับอ้างว่าข้อเสนอการ “ถ่ายโอนอำนาจ” คืนแก่ประชาชนของสุเทพยอมรับไม่ได้ นั่นคือนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 และสภาประชาชน รัฐบาลยืนยันว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีแนวทางและวิธีการทางกฎหมายรองรับ

ยุทธวิธีของรัฐบาลพยายามเบรกกระแสต่อต้านรัฐบาลให้แผ่วลงมากที่สุดจนสถานการณ์คลี่คลายด้วยวิธีการต่างๆ แม้แต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ที่เคยรับเป็นมือปืนรับจ้างปลดล็อกข้อกฎหมายทางการเมืองมานักต่อนักให้กับรัฐบาลหลายๆ เรื่องจนเป็นที่ไว้วางใจของนายกรัฐมนตรี เช่น คดีศาลปกครองเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คดีปราสาทพระวิหาร หรือแม้แต่รับหน้าเสื่อเป็นมือประสานเวทีหาทางออกประเทศไทยร่วมกับ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา และยังมี ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ที่ยอมลงมาเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปทางการเมือง

ในขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอทุกรูปแบบโดยไม่ฟังเสียงใคร อ้างเพียงอย่างเดียวว่า “เสียงข้างมาก” ในรัฐสภาเท่านั้น แต่วันนี้เมื่อประสบวิกฤตรัฐบาลจึงคิดจะหาทางลงให้สวยที่สุด หลังจากยุบสภาไปแล้วว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้สถานการณ์ทางการเมืองลดอุณหภูมิลง เนื่องจากทราบดีว่าหากยุบสภาหรือลาออกอย่างเดียว ศึกโค่นระบอบทักษิณของสุเทพยังไม่จบเหมือนกัน

แม้รัฐบาลจะได้เปรียบระยะสั้นชิงยุบสภาเลือกตั้งใหม่กลับมามีเสียงข้างมาก แต่ก็ยังเจอแรงต้านและกับดักทางการเมืองอีกมากมาย โดยเฉพาะชะตากรรม สส. 312 คน จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยประเด็นที่มาของ สว.ว่าเป็นการกระทำที่ผิด รวมถึงคดีโครงการทุจริตในการรับจำนำและระบายข้าว หรือโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่อยู่ในเงื้อมมือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่รอจังหวะเหมาะลงดาบ

ดังนั้น จากนี้ไปรัฐบาลมิสามารถจะเลือกแนวทางยุบสภาเพียงอย่างเดียว เพราะสังคมต้องการเห็นการปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ต้นเหตุ เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจึงพยายามที่จะหาทางลงด้วยการประนีประนอม โดยยอมเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอจากนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และนักกฎหมายมหาชนมากมายหลากหลายสถาบันมาร่วมกันหาทางออก

อีกเหตุผล ยังเกิดข้อกังขาเชิงกฎหมายรองรับหลังการถ่ายโอนอำนาจการเมืองคืนสู่มือประชาชน ตัวอย่างข้อถกเถียงกันอยู่ อาทิ แนวทาง 1.ยุบสภา จัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เกิดคำถามว่าการเมืองหลังยุบสภาปัญหายังไม่จบ เพราะสุเทพประกาศว่า นายกรัฐมนตรียุบสภาหรือลาออกเพียงอย่างเดียวไม่อาจล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซากได้ แนวทาง 2.กระบวนการ “ปฏิรูปการเมือง” ก่อนยุบสภา รัฐบาลต้องหยุดภารกิจทุกอย่างเพื่อการปฏิรูปให้เสร็จเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาจะอยู่ที่ประมาณ 36 เดือน

แนวทาง 3.ยุบสภา จากนั้นนายกรัฐมนตรีและ ครม.ลาออกทั้งคณะ เพื่อให้เกิดภาวะ “สุญญากาศ” นำไปสู่การใช้มาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมาตรา 7 นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ที่ให้นำประเพณีการปกครองประเทศมาใช้ โดยภาคประชาชนร่วมกับวุฒิสภาเสนอ “คณะผู้บริหารชั่วคราว” เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปการเมือง 4.ยุบสภา จากนั้นคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกราบบังคมทูลขอไม่ทำหน้าที่ แต่เนื่องจากประเทศจำเป็นต้องมีผู้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งบุคคลที่มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานวุฒิสภาต้องนำรายชื่อบุคคลที่เหมาะสม เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โดยให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อ ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เพราะเป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง ให้ผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการลงประชามติว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสภาประชาชนขึ้น

5.ยุบสภา และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีลาออก จากนั้นแสดงเจตจำนงว่าไม่ขอปฏิบัติหน้าที่ เกิดภาวะ “สุญญากาศ” เพื่อนำไปสู่มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย จากนั้นตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” โดยผู้บริหารสูงสุดของคณะรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเรียกว่า “นายกรัฐมนตรี” ทำให้ไม่ต้องมาจาก สส. จึงทำให้ปัจจุบันมีข้อเสนอต่างๆ มากมายทางวิชาการถึงการถ่ายโอนอำนาจภายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

ในขณะที่จุดยืนที่แข็งกร้าวของพรรคเพื่อไทย ยอมไม่ได้ที่จะโอนอ่อนตามข้อเสนอของสุเทพ เพราะทราบดีว่าหากเลือกแนวทางที่ 1 คือ ชิงยุบสภาเลือกตั้งใหม่ นายกรัฐมนตรีย่อมประกาศยุบสภาไปนานแล้ว เพราะถึงอย่างไรยังมั่นใจว่าบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานยังคงแน่นปึ้ก ย่อมจะกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีก ที่สำคัญอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 109 นำทีมโดย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแล้ว การคว้าชัยชนะกุมเสียงข้างมากในสภาย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ดังนั้น การจัดเวทีปฏิรูปประเทศในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ของรัฐบาลที่ยืนยันว่าจะดำเนินการหาทางออกให้ได้ภายใน 15 วัน เชื่อว่าเป็นเพียงแค่การซื้อเวลารัฐบาลให้ยืดยาวออกไปเท่านั้น โดยมีเป้าประสงค์ต้องการผ่อนกระแสม็อบนกหวีดของสุเทพให้เหนื่อยแรงอ่อนล้ากลับบ้านไปเอง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง