
ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง
ม็อบเมืองไทยวันนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากม็อบประเทศอื่น หลายปีมาแล้ว ประชาชนในประเทศอดีตสหภาพโซเวียตชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเวลานั้นมีการตั้งชื่อม็อบเป็นชื่อดอกไม้บ้าง เป็นชื่อสีต่างๆ บ้าง ทั้งการปฏิวัติดอกกุหลาบ การปฏิวัติดอกไวโอเล็ต การปฏิวัติสีฟ้า สีเขียว สีเหลือง อะไรทำนองนี้ ม็อบบ้านเราก่อนหน้านี้มีม็อบเสื้อเหลืองในปี 2549 พอถึงปี 2553 มีม็อบสีแดง ที่เอาเลือดไปเทไปสาดตามสถานที่ต่างๆ ดูน่ากลัวและน่าขยะแขยง แต่ปี 2556 มีม็อบนกหวีด ใครใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ ขอให้มีนกหวีดคล้องคอ
ม็อบเมืองไทยวันนี้มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากม็อบประเทศอื่น หลายปีมาแล้ว ประชาชนในประเทศอดีตสหภาพโซเวียตชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเวลานั้นมีการตั้งชื่อม็อบเป็นชื่อดอกไม้บ้าง เป็นชื่อสีต่างๆ บ้าง ทั้งการปฏิวัติดอกกุหลาบ การปฏิวัติดอกไวโอเล็ต การปฏิวัติสีฟ้า สีเขียว สีเหลือง อะไรทำนองนี้ ม็อบบ้านเราก่อนหน้านี้มีม็อบเสื้อเหลืองในปี 2549 พอถึงปี 2553 มีม็อบสีแดง ที่เอาเลือดไปเทไปสาดตามสถานที่ต่างๆ ดูน่ากลัวและน่าขยะแขยง แต่ปี 2556 มีม็อบนกหวีด ใครใส่เสื้อสีอะไรมาก็ได้ ขอให้มีนกหวีดคล้องคอ
ภาพที่ปรากฏออกไปทั่วไทยและทั่วโลกจะเห็นผู้ชุมนุมกับตำรวจสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ประชาชนมีแต่มือเปล่ากับหัวใจพยายามบุกข้ามแท่งซีเมนต์และกองกำลังตำรวจเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจขว้างและยิงระเบิดน้ำตารวมแล้วนับพันลูกคล้ายกับผลิตแก๊สน้ำตาได้เอง ประชาชนก็สู้ไม่ถอย ชาวโลกได้เห็นถึงหัวใจของม็อบคนไทยที่เป็นนักสู้อย่างแท้จริง พอถึงตอนเย็นเดินแถวกลับที่ตั้ง รุ่งเช้าเข้าแถวเดินไปสู้กับตำรวจใหม่ พอเช้าวันที่ 4 ธ.ค. ตำรวจก็เปิดทางให้เข้าไป ชาวต่างประเทศถึงกับงงเมื่อเห็นทั้งม็อบและตำรวจจับมือกัน ม็อบมอบดอกไม้ให้ตำรวจ ยิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งที่ก่อนหน้านี้สู้กันแบบเอาเป็นเอาตาย
จะสู้กันหนักเพียงใด แต่พอถึงวันสำคัญเช่นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สองฝ่ายก็หยุดโดยไม่มีใครบังคับ หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันใหม่ เล่นเอาฝรั่งงงไปตามๆ กัน แต่ชาวต่างชาติที่ติดตามสถานการณ์ในไทยมานานไม่แปลกใจอะไร เพราะนี่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของไทย
ม็อบปี 2556 เป็นม็อบที่เคลื่อนไหวอย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับม็อบปี 2553 ซึ่งใช้ความรุนแรงเป็นหลัก ดังนั้น ใครที่มี “ความชอบธรรม” ประชาชนคงตอบได้ดี
ท่าทีของรัฐบาลที่ทำท่ายอมถอยนั้นเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ประชาชนอย่าหลงกับภาพนี้ เพราะที่ผ่านมานั้นรัฐบาลตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อใช้ความรุนแรงก่อน ตั้งแต่ที่คนในกลุ่มเสื้อแดงยิงนักศึกษารามคำแหงเสียชีวิตไป 4 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง การที่ตำรวจเปิดฉากใช้ความรุนแรงกับม็อบมือเปล่าที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและ บช.น. ที่ภาพความรุนแรงเผยแพร่ไปทั่วโลกตลอดระยะเวลา 3 วัน ทำให้มีแรงกดดันจากต่างประเทศและจากฝ่ายทหาร ซึ่งในกรณีหลังนี้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลมากพอสมควร จึงต้องยอมถอยเพื่อรุกกลับ
ประชาชนต้องไม่ตกหลุมพรางของรัฐบาล เพราะนี่เป็นการถอยทางยุทธวิธีเท่านั้น โดยดึงเกมให้ถึงวันที่ 5 ธ.ค. นายกรัฐมนตรีพยายามนำบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาอ้างตัดข้อเสนอของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญจนถูกประชาชนกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลโมฆะไปแล้ว รัฐบาลชุดนี้เลือกใช้และตีความรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นประโยชน์ของตนเท่านั้น ประชาชนต้องก้าวต่อไป เพราะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ประชาชนต้องเดินหน้า ถอยไม่ได้
ฝ่ายรัฐบาลพยายามใช้คำว่า “เจรจา” ฯลฯ ซึ่งเป็นคำพูดที่เหมือน “ดูดี” แต่เป็นเพียงยุทธวิธี “เอาตัวรอด” เท่านั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่จริงใจ และเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะเวลานี้มันเลยเวลาของการเจรจาไปแล้วดังที่ ดร.อักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ได้ตั้งข้อสังเกตไว้
เวลานี้ นักวิชาการรัฐศาสตร์กำลังพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า “รัฐบาลทรราชทุนสามานย์ เผด็จการประชาธิปไตย” ซึ่งคุมอำนาจแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไว้ในมือ มีตำรวจเป็นกำลังในการปราบปรามประชาชนและดำเนินการตามกฎหมาย กับพลังประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีอะไรในมือนอกจากความชอบธรรม ลุกขึ้นมาทวงอำนาจของตนกลับคืนมาจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ
เป็นการทดสอบทฤษฎีที่ว่า รัฐบาลซึ่งมี “เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา” แต่ไม่ได้รับ “ความเชื่อถือศรัทธา” จากประชาชนส่วนใหญ่ ดังตัวอย่างของคนที่ออกมาชุมนุมนับล้านคน รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ความดีซึ่งเป็นพลังประชาชนจะสู้กับความชั่วของรัฐบาลได้ไหม
ที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐบาลทรราชใดโดยเฉพาะเผด็จการทหารที่เอาชนะพลังของมวลมหาประชาชนได้เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็น “ของใหม่” เพราะประชาชนกำลังต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการประชาธิปไตย รัฐบาลทุนสามานย์ที่มีอำนาจเงิน มีพลังเปิดเผยและแฝงเร้นมากกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร ครั้งนี้พลังของมวลมหาประชาชนที่มากกว่าปี 2516 และ 2535 จะเอาชนะอีกได้หรือไม่
ที่ผ่านมา เราชินกับการให้ทหารออกมาแก้ไขปัญหาโดยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ครั้งนี้เป็นการ “ปฏิวัติโดยประชาชน” แทน เท่ากับเป็นการทดสอบทฤษฎี “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ที่แท้จริง หากมอบให้รัฐบาลไปบริหารบ้านเมืองเพื่อความมั่นคง ผาสุก กินดีอยู่ดีของประชาชน แต่รัฐบาลไม่ได้ทำตามสัญญา หรือทำแล้วแต่ล้มเหลวเพราะไม่มีความจริงใจ ทำเพื่อตนเองและพวกเป็นสำคัญ ประชาชนต้องสามารถทวงอำนาจกลับคืนมาได้ เพื่อมาจัดระเบียบกันใหม่ ให้คนใหม่มาบริหารแทนต่อไป แต่จะมีวิธีการอย่างไร
เป็นการทดสอบทฤษฎีอีกประการหนึ่งที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาหรือเปิดช่องทางให้ประชาชนทวงคืนอำนาจอธิปไตยของตนกลับคืนมาจากรัฐบาลทรราชได้หรือไม่อย่างไร และรัฐบาลทรราชที่พยายามถูลู่ถูกังดึงดันจะบริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่ ถ้าหากไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ประชาชนมีทางออกอย่างอื่นหรือไม่อย่างไร
เรามองว่า เวลานี้เกิดสุญญากาศทางการเมืองแล้ว แล้วใครจะมาเติมเต็มสุญญากาศทางการเมืองนี้ในการหาทางออกให้ประเทศไทยที่มีกฎกติกาใหม่ มีประชาชนรุ่นใหม่ ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาเก่าๆ ที่เป็นวังวนชั่วร้ายทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำอีกดังที่รัฐบาลเสนอจะลาออกหรือยุบสภา เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาพร้อมอารมณ์ร่วมที่จะกวาดล้างระบอบชั่วร้ายเลวทรามออกไปจากประเทศให้ได้ พวกเขาจะทำได้หรือไม่
ประชาชนต้องอยู่ใน “โลกของความเป็นจริง” หยาดเหงื่อ น้ำตา ประชาชนที่ตายและบาดเจ็บจากการกระทำของตำรวจและ “มือที่มองไม่เห็น” เป็นของจริง สัมผัสได้ การต่อสู้ของประชาชนเป็นการแปรของความอึดอัดใจ ความไม่พอใจ ความโกรธ ความเกลียดต่อ “ระบอบทักษิณ” ที่สะสมมาเป็นเวลาหลายปีแล้วให้เป็นพลัง และจะระเบิดต่อไปอีกนานจนกว่าประชาชนจะชนะ “สงคราม” ครั้งนี้ ทำมาถึงขนาดนี้แล้วอย่าให้ “เสียของ” โดยหลงไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล







