
จุดอ่อนสภาประชาชน
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา ตั้งแต่หลัง สว.ทั้งหมดคว่ำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเกิดกระแสการชุมนุมไล่รัฐบาลแล้ว มากกว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย โดยขณะนี้ก็ยังไม่สายหากรัฐบาลจะตัดสินใจยุบสภา เพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศต่อไป มากกว่าจะปล่อยให้ความขัดแย้งยังคงอยู่ สร้างความเสียหายต่อเครดิตประเทศต่อไป
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา ตั้งแต่หลัง สว.ทั้งหมดคว่ำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเกิดกระแสการชุมนุมไล่รัฐบาลแล้ว มากกว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย โดยขณะนี้ก็ยังไม่สายหากรัฐบาลจะตัดสินใจยุบสภา เพื่อเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปประเทศต่อไป มากกว่าจะปล่อยให้ความขัดแย้งยังคงอยู่ สร้างความเสียหายต่อเครดิตประเทศต่อไป
ส่วนข้อเสนอสภาประชาชนของ กปปส. ที่ให้ตั้งสภาประชาชน หรือคัดเลือก “คนดี” จากกลุ่มสาขาอาชีพนั้น นครินทร์ บอกว่า เป็น “ยูโทเปีย” หรือเป็นอุดมคติ แต่อย่าเพิ่งปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะข้อเสนอเหล่านี้อาจถูกผลักดันให้เกิด “สภาปฏิรูป” หรือกลุ่มคนที่ทำงานในฐานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ที่เสนออะไรแล้วรัฐบาลจะต้องนำไปใช้ ซึ่งในหลายประเทศก็ทำกัน โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายให้ซับซ้อน เพียงแค่แก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น
นครินทร์ บอกอีกว่า การเมืองต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วมได้หมด แต่จะต้องเกิดจากรากฐานที่มั่นคง รวมถึงเกิดจากกลุ่มสาขาอาชีพที่หลากหลายอย่างแท้จริง
“ข้อเสนอหลายอย่างของกลุ่มผู้ชุมนุมก็ก้าวหน้า เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนี่ผมเห็นด้วย หรือการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจผมก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะฉะนั้นอย่าไปปฏิเสธเสียทั้งหมด แต่ควรนำข้อเสนอมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ตกลงร่วมกันได้”
ขณะที่ ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การเสนอให้ใช้สภาประชาชน รวมถึงเรียกร้องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน มาตรา 7 นั้น คือการย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว และไม่อาจเรียกข้อเสนอของ สุเทพเทือกสุบรรณ ได้เต็มปากว่าเป็น “ประชาธิปไตย” แต่ควรเรียกว่า “คณาธิปไตย” หรือ “อภิชนาธิปไตย”ซึ่งอำนาจอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียวมากกว่า
“ขบวนการที่ลดอำนาจประชาชนข้างล่างลงอย่างสุดโต่ง จะกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรม เพราะคนจะออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้นว่า คนกลุ่มนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ในอนาคต” ประภาส ระบุ
เขาบอกอีกว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ มักจะตั้งข้อสังเกตเสมอว่า ประเทศไทยไม่พร้อมที่จะมีประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ เพราะประชาชนยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นวิธีการของทุกรัฐบาล คือ ถ่ายโอนอำนาจให้กับพวกพ้อง มากกว่าจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ข้อเสนอของสุเทพเองก็เช่นเดียวกัน เพราะประชาชนถูกจำกัดสิทธิในการเลือกผู้แทนของตัวเอง เพราะถูกมองว่า หากปล่อยให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกกี่ครั้ง ก็จะได้ระบอบทักษิณเหมือนเดิม ขณะที่สภาประชาชนซึ่งเป็นข้อเสนอใหม่นั้น กลับเป็นสภาซึ่งถูกเลือกโดยคนไม่กี่คน ให้เป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ
“ข้อเสนอให้นายกฯ ต้องมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 7 เป็นเรื่องเดิมเหมือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สภาประชาชนก็มีแต่คนหน้าซ้ำๆ มีหน้าใหม่มาคนเดียว คือ คุณสุเทพเท่านั้น น่ากังวลว่าข้อเสนอรูปแบบนี้จะผลักดันให้เกิดคำวิจารณ์แยกแยะคนดีคนชั่วชั่วข้ามคืน และจะผลักคนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พวกเราพวกเขา อีกครั้ง” นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ
ด้าน โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ข้อเสนอของสุเทพถือเป็นเรื่องตลก โดยเฉพาะการอ้าง “มวลมหาประชาชน” ว่าเป็นปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 แล้วนำไปสู่การตั้งสภาประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ เพราะต้องถามว่า หากคนมาร่วมชุมนุม 5 แสนคนแล้ว อีก 60 ล้านคน จะมีสถานะอย่างไร และการเลือกกลุ่มสาขาอาชีพเข้ามาเป็นตัวแทน เช่นเดียวกับสภาสนามม้าในอดีตนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นตัวแทนจริงๆ ขณะที่ “คนดี” ซึ่งแกนนำอ้างบ่อยๆ ก็ไม่มีอะไรเป็นตัววัดเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม โกวิทยังเห็นข้อดีอยู่บ้าง เพราะการเคลื่อนไหวคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นตัวเรียกแขกให้ประชาชนออกมาต่อต้านการนิรโทษกรรมครอบคลุมทุกคนแบบไร้หลักการ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าหากเกิดรัฐประหารขึ้นในอนาคต การออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ก่อการร้ายอย่างในอดีต ก็อาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะคนไทยจะไม่ยอมรับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีกต่อไป







