
ม็อบไล่ทุนญี่ปุ่นทิ้งฐานผลิตไทย
สื่อญี่ปุ่นตีข่าว นักลงทุนญี่ปุ่นจ้องหนีลงทุนไทย สารพัดปัจจัยลบ ประท้วงหนัก
สื่อญี่ปุ่นตีข่าว นักลงทุนญี่ปุ่นจ้องหนีลงทุนไทย สารพัดปัจจัยลบ ประท้วงหนัก
เดอะเจแปนนิวส์ สื่อของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เหตุวุ่นวายทางการเมืองของไทย กำลังสร้างความวิตกกังวลต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในหลายภาคธุรกิจ และหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและไร้เสถียรภาพมากขึ้น อาจส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นต้องประเมินปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หากเหตุประท้วงยังคงยืดเยื้อ อาจเกิดผลกระทบเชิงลบต่อเนื่อง เช่น ฉุดรั้งยอดขายรถยนต์ ซึ่งหวังว่าสถานการณ์จะสงบลงโดยเร็ว” นายโนบุยูกิ อิชิ เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แสดงความกังวล
เช่นเดียวกับธุรกิจท่องเที่ยวสัญชาติญี่ปุ่น โดย เจทีบี คอร์ป บริษัทนำเที่ยวชั้นนำและบริษัทนำเที่ยวอื่นๆ ในญี่ปุ่น กำลังเดินหน้ารวบรวมข้อมูลสถานการณ์ในไทย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการดำเนินธุรกิจในอนาคตต่อเนื่อง
เหตุวุ่นวายทางการเมือง ยังส่งผลให้การบริหารจัดการความเสี่ยงการลงทุนในไทย เป็นไปอย่างยากลำบากยิ่งขึ้นอีกด้วย
รายงานยกตัวอย่างเหตุประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2549 ปี 2551 และปี 2553 ส่งผลให้ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงมิซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรี ปิดสำนักงานบริษัทในเครือในกรุงเทพฯ ลง เช่นเดียวกับบริษัท มอส ฟู้ด เซอร์วิส อิงก์ เจ้าของธุรกิจอาหารมอส เบอร์เกอร์ ต้องปิดให้บริการ 3 สาขา
นอกจากนั้น เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ของไทยเมื่อปี 2554 ยังส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นย้ายหรือวางแผนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและลาว โดยเมื่อเดือน ต.ค. นิคอน คอร์ป สร้างโรงงานผลิตกล้องแห่งใหม่และย้ายไลน์การผลิตในไทยบางส่วนไปลาวแล้ว
นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันให้บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเกิดความลังเลที่จะลงทุนในไทยมากขึ้น
นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทแม่ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ มีแต่เพียงการประกาศให้พนักงานระมัดระวังถ้าไม่มีเหตุจำเป็นห้ามออกจากบ้านหลัง เวลา 22.00 น.







