
สันติวิธี - สุดซอย?
ความชอบธรรมของการต่อต้านรัฐบาลได้ยกระดับ จากการคัดค้านกฎหมายนิรโทษเหมาเข่ง เป็นการขับไล่รัฐบาลที่ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การประกาศโค่นล้มระบอบทักษิณอย่างเป็นทางการ
ความชอบธรรมของการต่อต้านรัฐบาลได้ยกระดับ จากการคัดค้านกฎหมายนิรโทษเหมาเข่ง เป็นการขับไล่รัฐบาลที่ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การประกาศโค่นล้มระบอบทักษิณอย่างเป็นทางการ
ทั้งสองเรื่องเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายสำหรับประชาชนจำนวนมากที่สะสมความอึดอัด 2 ปีจากการบริหารประเทศที่ล้มเหลวและเต็มไปด้วยทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลอื่นคงยุบสภาลาออกไปแล้ว แต่รัฐบาลนี้ไม่ธรรมดา ประชาชนจึงต้องออกมาต่อต้านในท้องถนน
เมื่อมาตรการดื้อแพ่งทางเศรษฐกิจไม่ค่อยมีการตอบรับ แกนนำต่อต้านรัฐบาลก็ได้ยกระดับโดยใช้พลังการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน ตั้งแต่การนัดชุมนุม 1 ล้านคน วันที่ 24 พ.ย. จนถึงการเข้าไปในสถานที่ราชการ เริ่มจากกระทรวงการคลังและศูนย์ราชการฯ โดยหวังว่ารัฐบาลแม้มีอำนาจอาจไม่สามารถบริหารได้
แต่รัฐบาลไม่ถอย แถมยกระดับความขัดแย้งด้วยการสร้างและปลุกระดมมวลชนของตนขึ้นมาทำ “ม็อบชนม็อบ” กับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง จนถึงขั้นบาดเจ็บเสียชีวิตในคืนวันที่ 30 พ.ย.
รัฐบาลบอกว่า ฝ่ายต่อต้านทำเลยขอบเขตกฎหมาย แกนนำเป็นกบฏ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็ถือว่ารัฐบาลไม่ชอบธรรม จึงต้องทำทุกวิถีทางด้วย “สันติวิธี” ที่จะขับไล่และล้มล้างระบอบทักษิณที่เป็นต้นตอผลไม้พิษนี้ให้หมดสิ้นไป
ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ นักกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การต่อสู้โดยสันติวิธีนั้นสามารถทำได้ทั้งทางรับและทางรุก การเข้ายึดครองสถานที่ราชการอยู่ในขอบเขตสันติวิธีเชิงรุก โดยอ้างถึงเงื่อนไขจากนักสันติวิธี ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ว่าต้องไม่มีการใช้กำลังประทุษร้าย ไม่ใช้อำนาจข่มขู่ว่าจะทำร้ายผู้คน ไม่ทำร้ายทรัพย์สิน และเข้าไปอยู่อย่างสงบ
การต่อต้านด้วยอารยะขัดขืนมี 2 ระดับ (1) สิ่งที่รัฐบาลทำอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรม (2) สิ่งที่รัฐบาลกระทำไม่ชอบทั้งด้วยกฎหมายและไม่ชอบธรรม ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว การทำผิดกฎหมายในอารยะขัดขืนหรือการต่อสู้ด้วยสันติวิธีต้องทำเพื่อสิ่งที่มีคุณค่าสำคัญยิ่งกว่า
ในกรณี (1) เกิด “ความจำเป็น” ที่ประชาชนจะต้องออกมาคัดค้านด้วยอารยะขัดขืนในรูปแบบต่างๆ เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ ในกรณี (2) ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะล้มล้างรัฐบาลได้ เพราะแม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลได้ทรยศต่อสัญญาประชาคมและจะนำมาซึ่งภยันตรายร้ายแรงต่อสังคม การล้มล้างรัฐบาลโดย “สันติวิธี” ของประชาชนถือว่าเป็น “การป้องกันตัว” (Collective Self Defence) และเป็นสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69
การกระทำนั้นอาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหายได้ แต่ต้อง “สมควรแก่เหตุ” คือให้ผู้อื่นเสียหายน้อยที่สุด อีกทั้งผู้นำต้องจริงใจและคำนึงถึงความปลอดภัยและชีวิตของผู้ร่วมชุมนุมอย่างที่สุด
อาจมีคำวิจารณ์จากสมาคมสื่อต่อข้อเรียกร้องของ กปปส. ให้รายงานผลของการชุมนุมมากขึ้น และ “ตรง” ขึ้น ว่าเป็นการกดดันแทรกแซงสื่อ
อาจมีความกังวลว่าการเผชิญหน้าอย่างเช่นสถานการณ์ตึงเครียดในสงครามแก๊สน้ำตาและการฉีดน้ำพิษของรัฐบาลใน 2 วันที่ผ่านมา จะทำให้เกิดการสูญเสียอีกไหม? เพียงแค่ปิดล้อมทางเข้าจะพอไหม? ไม่ต้องยึดครองสำนักงานได้ไหม?
ถ้ารัฐบาลจะกล้าจับผู้ปิดล้อมเป็นหมื่นๆ คนไปเข้าคุก พลังของอารยะขัดขืนจะเพิ่มขึ้นอีกระดับ เพราะนอกจากคนดีมายอมลำบากยากเข็ญและจำใจทำผิดกฎหมายแล้ว เขาเหล่านั้นยังต้องโทษติดคุกอีก จะเป็นแรงกดดันในสังคมไทยเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันจากต่างประเทศอย่างมาก การจับแกนนำบางคนอาจมีผลก็เช่นเดียวกัน
ถึงแม้ค่ำวันที่ 2 ธ.ค.ที่เขียนบทความนี้ จะมีข่าวว่าฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาล “ด้วยมือเปล่า” ได้ชัยชนะในสงครามแก๊สน้ำตาด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แล้ว แต่ผู้บงการรัฐบาลนี้คงไม่ถอยง่ายๆ จึงมิอาจคาดเดาได้ว่าจะมีการเผชิญหน้าที่สุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรงในรูปแบบไหน อีกเมื่อใด ยิ่งการแต่งตั้ง ผอ.ศอ.รส.คนใหม่ที่รับสั่งตรงจากดูไบ ย่อมจะทำให้การต่อสู้แหลมคมมากขึ้น
อาจจะมีคำถามถึงความไม่ชัดเจนของเป้าหมายของ กปปส. เช่น สภาประชาชน รัฐบาลของประชาชน ว่าจะมาอย่างไร? จะอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญไหม? ไม่สร้างความแตกแยกหรือไม่ดึงสถาบันสูงลงมาเกี่ยวข้องได้ไหม?
ถึงแม้จะมีคำถามความสงสัย แต่ความเลวร้ายของระบอบทักษิณนั้นเหลือล้น ในขณะที่ศรัทธาในตัวตนแกนนำ “กำนันสุเทพ” นั้นสูงมาก ทำให้แนวร่วมในภาคประชาชนยังคงสนับสนุน กปปส.ต่อไปอย่างเต็มกำลัง
รัฐบาลอาจเล่นเกม “เฉย” หวังให้ฝ่ายต่อต้านอ่อนแรงไปเอง หรือไม่ก็ต้องยกระดับจนขาดความชอบธรรม ซึ่งจะทำให้การสนับสนุนจากประชาชนจะหดหายไปเอง
แกนนำ กปปส. ซึ่งมาจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจึงมีความท้าทายหลายด้าน หากสามารถรักษาหรือเพิ่มปริมาณของมวลชน ตะล่อมกลุ่มที่เสี่ยงรบในแนวหน้าให้คงรักษาสันติวิธี ให้ทุกคนมั่นใจว่าแกนนำยังคงทะนุถนอมชีวิตของเขา ทั้งเก็บรักษาแนวร่วมทุกรูปแบบ
หากหาความพอดีเมื่อยกระดับของการต่อสู้โดยรักษาความชอบธรรมไว้ได้ ก็จะมีโอกาสไปถึงเส้นชัย ซึ่งจะปรากฏชัดขึ้นเองในวันนั้น







