
รัฐประหารไม่ง่าย
การตบเท้าออกมาเป็น “คนกลาง” ให้คู่ขัดแย้งระหว่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
การตบเท้าออกมาเป็น “คนกลาง” ให้คู่ขัดแย้งระหว่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ได้เจรจาหาทางออกให้กับวิกฤตประเทศรอบนี้ ถือเป็นการขยับครั้งแรกของ “กองทัพ” จากที่ก่อนหน้านี้ได้แต่วางบทบาทรักษาระยะห่าง คอยดูสถานการณ์อยู่วงนอก ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในวงความขัดแย้ง
เมื่อที่ผ่านมาสถานะของ “กองทัพ” ถูกมองว่าเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาล เพราะถือเป็นหนึ่งในกลไกที่จะเข้ามา “ล้มกระดาน” เมื่อสถานการณ์คับขันจนบ้านเมืองไม่อาจจะเดินหน้าต่อไปได้ หรือมีข้ออ้างเพียงพอให้นำทหารออกมาระงับสถานการณ์ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย จากที่มวลชนต้องถูกทำร้ายหรือปะทะกันเอง
ยิ่งในวันที่ “เป้าหมาย” ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไปไกลเกินกว่า “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” แต่เป็นการถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณเดินหน้าสู่การ “ปฏิวัติประชาชน” เปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนปฏิรูปประเทศ
ท่ามกลางความสงสัยว่าเส้นทางสู่เป้าหมายจะเป็นอย่างไร เพราะแม้ “อำนาจอธิปไตยจะเป็นของปวงชนชาวไทย” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงช่องทางการใช้อำนาจอธิปไตยในทางตรงไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับการจัดตั้งสภาประชาชนที่ยังเป็นที่เคลือบแคลงว่าจะเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร ในวันที่ระบบรัฐสภาปัจจุบันยังมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย
รวมทั้งในกรณีหากรัฐบาลตัดสินใจ “ยุบสภา” ขึ้นมาจริง ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญย่อมบังคับให้กระบวนการต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งใหม่ จนยากจะจินตนาการหาช่องทางที่จะเปิดทางให้นำไปสู่สภาประชาชน ในขณะที่แกนนำมวลชนเองก็ยัง “อุบไต๋” ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร
นั่นยิ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อมโยงไปว่า “กองทัพ” อาจจะเป็น “กุญแจ” ที่ไขเปิดทางไปสู่เป้าหมายของมวลมหาประชาชน
ยิ่งหากดูทิศทางการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของมวลชน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) หรือเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ส่งสัญญาณเรียกร้องให้กองทัพออกมาทำการปฏิวัติ
สอดรับกับความเคลื่อนไหวอากาศของ “ม็อบนกหวีด” ที่เดินหน้ายุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยหลายจุดที่เดินทางไป ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ไปจนถึงกระทรวงกลาโหม ล้วนแต่เป็นการทอดสะพานเรียกร้องให้กองทัพออกมายืนอยู่ข้างประชาชน
แต่ในความเป็นจริงการปฏิวัติรัฐประหารแบบเดิมๆ อย่างการพารถถังออกมายึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ คงยากจะเกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้ เพราะบทเรียนจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ยืนยันชัดเจนว่า นอกจากจะไม่ได้ช่วยนำพาประเทศให้หลุดพ้นความขัดแย้งได้แล้ว ตรงกันข้ามกลับยิ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งฝังรากลึกและรุนแรงซับซ้อนหนักยิ่งขึ้น
ปรากฏการณ์คนแห่ไปมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจที่ขับรถถังออกมาทำรัฐประหาร จึงอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งในยุคนี้
ยังไม่รวมกับแนวต้านจากมวลชนคนเสื้อแดงที่ประกาศชัดเจนว่าไม่เอาปฏิวัติรัฐประหาร และพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้กับการทำรัฐประหาร
ดังจะเห็นจากท่าทีของ “ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ประธาน นปช. ซึ่งประกาศว่าการตัดสินใจยุติการชุมนุมที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เพราะกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงโดยเฉพาะความขัดแย้งในกลุ่มประชาชนด้วยกัน
“นปช.ไม่ได้เตรียมตัวมาสำหรับความรุนแรง ส่วนเงื่อนไขที่จะทำให้ นปช.ออกมาชุมนุมกันอีกครั้งคือ การทำรัฐประหารและการใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องของอีกฝ่ายจนรัฐบาลควบคุมไม่ได้ และถือโอกาสตั้งสภาประชาชน ซึ่งเป็นการกระทำตามใจชอบที่เข้าข่ายยึดอำนาจประชาชน” ธิดา กล่าว
ที่สำคัญสถานการณ์เวลานี้ยังไม่ “สุกงอม” เพียงพอที่จะเป็นข้ออ้างให้กองทัพออกมาล้มกระดาน เมื่อรัฐบาลยังยึดหลักดำเนินการต่อกลุ่มผู้ชุมนุมตามแนวทางสากลใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง หรือยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนสองฝ่าย นั่นจึงไม่อาจทำให้กองทัพออกมาทำอะไรได้ โดยเฉพาะในวันศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ยังใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก
หากดูทิศทางจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเปิดทางยุบสภา ลาออก เพื่อบรรเทาความตึงเครียด ด้วยการออกมาชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ได้ยึดติด แต่ยินดีที่จะทำให้ประเทศก้าวสู่ความสงบ พร้อมสวนกลับว่า “การคืนอำนาจให้ประชาชน” นั้นยังไม่เห็นลู่ทางภายใต้รัฐธรรมนูญ
พร้อมเปิดเกมยื้อว่า รัฐบาลเปิดทุก “ออปชั่น” ให้ผู้รู้มาหารือทุกทาง ขออย่างเดียวทางออกไหนเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นคำว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องมีวิถีทางรับฟังความคิดเห็นทุกกลุ่ม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย
เส้นตายที่ “สุเทพ” ขีดไว้ 2 วัน ให้ “ยิ่งลักษณ์” คืนอำนาจให้ประชาชน จึงอาจเป็นข้อเรียกร้องที่รัฐบาลไม่อาจยอมรับไปปฏิบัติตามในทันที และทำให้การเคลื่อนไหวคงต้องรอดูการบุกทำเนียบและกองบัญชาการตำรวจนครบาล
อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้ยืดเยื้อย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่สถานการร์รุนแรงบานปลาย และนำไปสู่ให้กองทัพต้องออกมาทำอะไรมากกว่าเป็นคนกลางประสานให้สองฝ่ายเจรจา ซึ่งคงไม่ใช่การปฏิวัติแบบเดิมๆ อย่างที่เป็นมา ซึ่งคงไม่ใช่ผลดีกับทางกองทัพเอง







