
ปลดประชาตั้งปึ้งคุม ศอ.รส.ศาลอนุมัติจับสุเทพข้อหากบฏ
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลตลอดทั้งวัน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นับว่ามีความเข้มข้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ปรับเปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) จาก “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” มาเป็น “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดคำสั่งฟ้าผ่าครั้งนี้ คือ การไม่พอใจกับการควบคุมการชุมนุมของ พล.ต.อ.ประชา ในช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถขยายการชุมนุมได้ต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลตลอดทั้งวัน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. นับว่ามีความเข้มข้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ปรับเปลี่ยนรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) จาก “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” มาเป็น “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดคำสั่งฟ้าผ่าครั้งนี้ คือ การไม่พอใจกับการควบคุมการชุมนุมของ พล.ต.อ.ประชา ในช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถขยายการชุมนุมได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สุรพงษ์ บอกว่า ที่ต้องรับผิดชอบดูแล ศอ.รส.คนใหม่ เพราะเป็นรองนายกฯลำดับที่ 1 ของรัฐบาลชุดนี้ โดยจะมาดูแล ศอ.รส. ร่วมกับ พล.ต.อ.ประชา โดย พล.ต.อ.ประชา จะดูเรื่องกองกำลังตำรวจ ส่วนตนเองดูเรื่องการบริหาร
นอกจากนี้ สุรพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ยังได้เชิญคณะทูตานุทูตที่ประจำการอยู่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้รับทราบถึงสถานการณ์ล่าสุด รวมถึงมาตรการการดูแลของรัฐบาล โดยมีคณะทูตานุทูตจาก 60 ประเทศ โดยมีทูต 35 คน และองค์กรระหว่างประเทศ 8 แห่ง เข้าร่วมประชุม
รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้มี 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และจีน เสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ขณะที่มี 31 ประเทศ ออกคำเตือนพลเมืองเรื่องการเดินทางมาไทย
“เราจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศพิจารณาดำเนินการดังนี้ ประการแรก เพื่อป้องกันความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผมหวังว่าประเทศของท่านจะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนประชาธิปไตย และประการที่สอง หวังว่าหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติจะแสดงท่าทีในทำนองเดียวกัน” รมว.ต่างประเทศ ระบุ
ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาระบุว่า สหรัฐมีความกังวลกับความตึงเครียดที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และกำลังติดตามสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด การประท้วงโดยสันติและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการประสานความแตกต่างผ่านการเจรจา และขอประณามการใช้ความรุนแรงเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง ทั้งนี้ขอให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้น และเคารพหลักนิติธรรม
ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมนั้น ปรากฏว่าศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในข้อหากบฏแล้ว
ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ศาลอาญาได้ออกหมายจับ นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษาเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ อุทัย ยอดมณี กรณีที่พามวลชนเข้าไปในกระทรวงการต่างประเทศ
วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ 7 ข้อ คือ 1.ให้ผู้ชุมนุมยุติการยึดอาคารและสถานที่ราชการ 2.การดำเนินการของ สุเทพ และพวก ทำผิดฐานก่อกบฏ 3.ต้องพูดคุยหาทางออกระหว่างฝ่ายต่างๆ โดยสันติวิธี 4.พรรคขอชี้แจงไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว. ไม่ใช่ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ 5.การยึด สถานที่ราชการ ก่อการจลาจล ยึดสถานีโทรทัศน์ สุเทพ จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะกล่าวอ้างว่าการกระทำเป็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
6.กรณีสั่งให้ข้าราชการหยุดงาน การกระทำของ สุเทพ เป็นคำสั่งที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และ 7.การที่ สุเทพ ไปพบนายกรัฐมนตรีต่อหน้าผู้นำเหล่าทัพนั้น แสดงให้เห็นว่านายกฯ ประสงค์ที่จะแก้ปัญหาโดยการพูดคุยกันอย่างสันติวิธี และขอให้ สุเทพ หยุดทำร้ายประเทศไทย







