
ปิดเกมไม่ลง...เสียงอ่อนแรง
ยังปิดเกมไม่ลง กับความพยายามของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ยังปิดเกมไม่ลง กับความพยายามของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่ง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศล่วงหน้าให้ วันที่ 1 ธ.ค. เป็น “วันแห่งชัยชนะ” ของมวล มหาประชาชน กับปฏิบัติการบุกทำเนียบรัฐบาล “หัวใจ” ของการบริหารราชการของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นมือไม้ของ “ระบอบทักษิณ”
ภารกิจที่ไม่สำเร็จลุล่วงครั้งนี้ ย่อมกระทบโดยตรงต่อทิศทางการเคลื่อนไหวมวลชนที่ต้องเปิดเกมยาวกันต่ออีกยก ซึ่งไม่รู้ว่าจะลากยาวต่อไปได้อีกมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกับยุทธศาสตร์การเปิดเกมเฉยของรัฐบาล หวังให้มวลชนอ่อนล้าหรือเพลี่ยงพล้ำจนสะดุดขาตัวเองก่อนจะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างที่ตั้งใจ
ต้องยอมรับว่าทิศทางการเคลื่อนไหว 32 วันที่ผ่านมาของการชุมนุมตั้งแต่เวทีสถานีรถไฟสามเสน เรื่อยมาจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน “มวลมหาประชาชน” ที่ออกมาแสดงพลังคัดค้านระบอบทักษิณมากขึ้น และค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับไปกับทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งนักธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ นักวิชาการ ที่เปิดหน้าเคลื่อนไหวในวิถีทางต่างๆ กลายเป็นแรงผลักดันให้การเคลื่อนไหวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่ายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
กรอบ “อารยะขัดขืน” ที่ใช้เป็นธงนำในการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการนัด หยุดงาน การเชิญชวนให้ไม่จ่ายภาษี การนัดชุมนุมตามสถานที่ราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาทำได้เพียงแค่สร้างแรงเสียดทานให้กับรัฐบาล แต่ไม่อาจถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องเป็นง่อยจนบริหารงานต่อไปไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ
เริ่มตั้งแต่จุดแรก “สำนักงบประมาณ” กระทรวงการคลัง ที่ถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงระบบราชการ ซึ่งครั้งนั้น “กำนันสุเทพ” ได้นำมวลชนไปปักหลักตั้งเวทีอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่มีผลกระทบในการเบิกจ่ายงบประมาณเท่าไหร่นัก ถัดมาที่ “ศูนย์ราชการ” ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเวลานี้กลายเป็นกองบัญชาการแห่งใหม่ของ กปปส.นั้น ในทางปฏิบัติถึงมวลชน จะไปแสดงพลังปักหลักค้างคืนกันที่นั่น แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อระบบราชการ
ไปจนถึงบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งมวลชนรุกคืบขยับเข้าไปในพื้นที่เพื่อหวังควบคุมระบบเครือข่ายโทรคมนาคม หรือถัดไปจนถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ถูกมองว่าเป็นมือไม้สำคัญของระบอบทักษิณนั้น การเข้าไปแสดงพลังของมวลชนนั้นไม่อาจส่งผลกระทบไปถึงการปฏิบัติงานได้
ยุทธศาสตร์ดาวกระจายบุกยึดไปตามสถานที่ราชการต่างๆ เรื่อยไปจนถึงศาลากลางจังหวัด ที่มีมวลชนไปแสดงพลังหลายสิบแห่งเวลานี้ จึงถือเป็นแนวทางการปลุกแนวร่วมจากหน่วยงานราชการต่างๆ ให้ออกมาผนึกกำลังร่วมแสดงการคัดค้านกับมวลมหาชน และหากสุกงอมเพียงพอก็ย่อมจะส่งผลต่อการบริหารราชการตามมา
การยกระดับขั้นสูงสุดจึงต้องหวังเข้ายึดพื้นที่ “ทำเนียบรัฐบาล” หัวใจของรัฐบาลให้ได้ ซึ่งนั่นจะกระทบทั้งต่อการบริหารงานและภาพลักษณ์ในสายตาของคนทั้งในและต่างประเทศ
นั่นทำให้ภาครัฐประกาศปกป้องทำเนียบรัฐบาลขั้นเด็ดขาด นอกจากกำลังตำรวจที่ปักหลักเดิมอยู่แล้วยังมีการประสานขอกองกำลังทหารสารวัตร จำนวน 5 กองร้อยเข้ามาช่วยดูแลพื้นที่อีกแรง
แต่ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้กำลังขั้นรุนแรงเข้าสกัดมวลชนที่ยึดหลักสันติอหิงสา ปราศจากอาวุธในการเคลื่อนไหวได้ เพราะไม่เช่นนั้นความรุนแรงจะกลายเป็นชนวนที่ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลจนยากจะลอยตัวเหนือความรับผิดชอบได้อีกต่อไป
ยิ่งหลังปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะความ หละหลวมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่เข้าไปหาทางสกัดการเผชิญหน้าตั้งแต่ในช่วงที่ยังไม่มีการกระทบกระทั่ง จนสถานการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงในที่สุด ซึ่งรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
สถานการณ์ในบริเวณพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงสายเรื่อยมาจนถึงช่วงค่ำจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีการโต้กลับมวลชนด้วยแก๊สน้ำตาหลายระลอก ในขณะที่มวลชนทำได้มากที่สุดแค่เพียงเข้าไปประชิดรอบทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่อาจฝ่าแนวต้านเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้
ไม่ต่างจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ถือเป็นอีกจุดสำคัญที่มวลชนตั้งเป้าจะเข้าไปให้ได้ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวรอบที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่อาจฝ่ามาตรการป้องกันเข้าไปในพื้นที่ได้
ดีเดย์ 1 ธ.ค. จึงทำได้เพียงแค่การบุกกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงานได้เพิ่มเติม รวมทั้งการนำมวลชนไปเจรจากับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 5 7 9 และไทยพีบีเอส เพื่อให้เกี่ยวสัญญาณการออกแถลงการณ์ของ “สุเทพ” ในฐานะเลขาธิการ กปปส.
เมื่อไม่อาจปิดเกมบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ “สุเทพ” จึงทำได้เพียงแค่ประกาศมาตรการเรียกร้องให้ข้าราชการแสดงอารยะ ขัดขืนในวันที่ 2 ธ.ค. แต่แน่นอนว่าคงเป็นไปได้ยากที่หน่วยงานราชการแต่ละแห่งจะคล้อยตามและร่วมเดินตามแนวทางนี้
ไม่ต่างจากมาตรการเรียกร้องให้สื่อมวลชนงดเว้นการนำเสนอข่าวของรัฐบาล ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก เพราะแม้แต่การขอความร่วมมือให้ถ่ายทอดสัญญาณการแถลงของสุเทพ รอบแรก ทั้งช่อง 9 และเอ็นบีทียังไม่ให้ความร่วมมือ
การเคลื่อนไหวของ กปปส.จากนี้จึงยังคง ต้องเดินหน้าในแนวทิศทางเดิมแต่เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาลที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันไม่ให้ทำเนียบรัฐบาลสามารถทำงานได้ปกติ
ดังนั้น แม้จะเป็นการการเคลื่อนไหวภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 69 “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”
แต่ภายใต้กรอบการต่อสู้ที่สันติอหิงสา สงบปราศจากอาวุธ การเคลื่อนไหวคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะนำพาสถานการณ์ไปสู่การประกาศชัยชนะอย่างแท้จริง กับการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายล้มระบอบทักษิณ และเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนจะยื้อกันได้นานกว่ากัน และใครจะเพลี่ยงพล้ำก่อนกัน







