
หนุน"กองทัพ"ผ่าทางตันก่อนปะทุสงครามกลางเมือง
กองทัพเป็นตัวกลางการเจรจาหาทางออกจากภาวะอำนาจ 3 เส้า ระหว่างรัฐบาล กองทัพ และกลุ่มต่อต้าน หากยังอยู่เฉยต่อไป เชื่อว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตยเต็มรูปแบบ จากสถานการณ์การบุกยึดสถานีโทรทัศน์และสถานที่ราชการหลายแห่งของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คู่ขนานไปกับการสร้างสถานการณ์ย่านรามคำเเหงของกลุ่มโค่นล้มรัฐบาลจนนำไปสู่เหตุปะทะระหว่างประชาชนสองฝั่ง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จนถึงบัดนี้สถานการณ์ยังตั้งเค้าส่งสัญญาณปะทุความรุนแรงได้ทุกเมื่อ
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สถานการณ์เวลานี้เป็นการยื้อแย่งและประลองอำนาจระหว่างรัฐบาลและ กปปส. ของ สุเทพ ท่ามกลางรูปการณ์ที่ความชอบธรรมของฝ่ายรัฐบาลเริ่มลดลง และหากฝ่ายรัฐเพลี่ยงพล้ำเเละหมดสภาพอย่างถึงขีดสุดอาจทำให้มวลชนคนเสื้อแดงลุกขึ้นมาปกป้องรัฐบาลและเสี่ยงทำให้เกิดเหตุการณ์เผชิญหน้า อันอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง
ไชยันต์ ย้ำว่า ที่เคยเสนอให้รัฐบาลประกาศยุบสภาและให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออกจากตำเเหน่งนั้น ขณะนี้เลยจุดที่ว่านั้นมาแล้ว ถึงยุบสภาหรือลาออกไปก็ไม่ทันการณ์ เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ได้มาถึงจุดที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลไม่ยอมยุติการชุมนุมและไม่ยอมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นมองว่าทางเดียวที่จะหยุดยั้งสถานการณ์ก่อนเข้าสู่สงครามกลางเมืองได้ คือ“กองทัพ” ต้องออกมาเป็นตัวกลางในการประสานให้เกิดการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่อต้านโดยเร็วที่สุด
“การแทรกแซงโดยการรัฐประหารไม่เป็นที่ยอมรับแน่นอน แต่ความแตกแยกที่เกิดขึ้นเวลานี้กองทัพต้องเข้ามามีบทบาท หากไม่อยากให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกต้องออกมาเป็นตัวกลางให้ทั้งสองฝ่ายมีการเจรจาพูดคุยโดยลับอย่างไม่เป็นทางการ
...โดยให้รัฐบาลออกอำนาจสั่งการให้กองทัพเป็นตัวกลางการเจรจาหาทางออกจากภาวะอำนาจ 3 เส้า ระหว่างรัฐบาล กองทัพ และกลุ่มต่อต้านที่ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง แต่หากกองทัพยังอยู่เฉยต่อไป เชื่อว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง 100%”
นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้นี้บอกด้วยว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นเงื่อนไขของการเจรจาโดยให้กองทัพเป็นตัวกลางต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ในกองทัพเองมีความเป็นเอกภาพ ผู้นำในกองทัพไม่แตกแยกกันเองด้วย ขณะเดียวกัน ยิ่งลักษณ์ ก็มีโจทย์สำคัญว่าการเจรจานั้นทำได้โดยตัวของตัวเองโดยไม่ต้องต่อสายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ เสนอแนะว่า ทางออกของรัฐบาลเวลานี้คือ ต้อง “ยุบสภา” โดยตั้งบนเงื่อนไขที่ว่าแต่ละพรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายว่าจะปฏิรูปการเมืองอย่างไร เป็นการทำสัญญาประชาคมไว้กับประชาชน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เองต้องลงสัตยาบันว่าหากมีการยุบสภาแล้ว ทางพรรคต้องส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้ง อย่าให้เหมือนเหตุการณ์ปี 2549 ที่บอยคอตการเลือกตั้ง ทั้งนี้เป็นการแสดงความจริงใจว่า ปชป.ก็ต้องการหาทางออกให้กับประเทศตามกระบวนการประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
ศิโรตม์ ระบุว่า นอกจากตั้งคำถามต่อรัฐบาล เวลานี้ควรตั้งคำถามต่อกลุ่มที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลเช่นกัน เพราะได้มีการเคลื่อนไหวที่เลยเถิดคำว่า “สันติวิธี” ไปแล้ว อีกทั้งยังบุกบังคับสถานีโทรทัศน์ให้ถ่ายทอดสดแถลงการณ์ของ กปปส. ถือว่าคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อที่มีสิทธิเสรีภาพรองรับตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ดังนั้นมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลเวลานี้ควรกลับไปตั้งคำถามต่อตัวเองว่าเเท้จริงเเล้วต้องการอะไรจากรัฐบาล ต้องการอะไรจากสังคม เพราะลาออกหรือยุบสภาก็ไม่เอาทั้งคู่ ขอเรียกร้องว่าอย่าใช้วิธีการตั้งรัฐบาลดรีมทีมแบบไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพราะเท่ากับคุณเคลื่อนไหวทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง
“ดังนั้นเวลานี้สังคมต้องช่วยกันส่งเสียงไปยังม็อบคุณสุเทพว่าคุณได้ทำการเคลื่อนไหวที่เลยกรอบประชาธิปไตยมาแล้ว และการชุมนุมที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินแกนนำประกาศจุดยืนอย่างชัดแจ้งว่าจะไม่ยอมรับอำนาจนอกระบบ หรือจะไม่ยอมรับการรัฐประหาร คุณต้องประกาศจุดยืนเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นเท่ากับคุณอาศัยคำว่าประชาธิปไตยมาเป็นข้ออ้างในการทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศเสียเอง”ศิโรตม์ ระบุ
นักวิชาการอิสระยังฝากทิ้งท้ายถึงท่าทีรัฐบาลเวลานี้ด้วยว่า สถานการณ์ยกระดับการชุมนุมทั้งการบุกยึดสถานที่ราชการและบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงชัดเจนว่าเป็นการชุมนุมที่มีความรุนแรงมาก มีการใช้อาวุธ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ดังนั้นเวลานี้การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่เพียงพอ แต่ควรใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ด้วย เเต่สำคัญที่ว่ารัฐบาลต้องยึดหลักการที่ไม่ใช้กระสุนจริง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเหตุการณ์นองเลือดสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อย่างไรก็ตามการใช้กำลังกองทัพมาควบคุมสถานการณ์นั้น ศิโรตม์ ย้ำว่า รัฐบาลต้องมีสัญญาณเป็นที่แน่ใจแล้วว่าจะไม่มีการออกมาปฏิวัติรัฐประหารเด็ดขาด รวมถึงขั้วอำนาจภายในกองทัพเองต้องมีความเป็นเอกภาพเพียงพอ เพราะขณะนี้มีทั้งกลุ่มทหารที่สนับสนุนรัฐบาลและทหารที่อยู่เบื้องหลังเข้าร่วมกับกลุ่มโค่นล้มรัฐบาลด้วย







