posttoday
ลดดอกเบี้ยนโยบาย 25% ยังไม่พอ

ลดดอกเบี้ยนโยบาย 25% ยังไม่พอ

02 ธันวาคม 2556

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25% ในการประชุม

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.50% เหลือ 2.25% ในการประชุม กนง.ครั้งสุดท้ายของปี เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการช็อกตลาดเงิน เนื่องจากทั้งนายแบงก์และนักวิเคราะห์มองตรงกันว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เพราะภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่ชัดเจนว่าจะฟื้นหรือไม่ และธนาคารกลางสหรัฐยังชักเข้าชักออกว่าจะเลิกมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือไม่

เหตุผลที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยด้วยมติ 6 ต่อ 1 ก็คือ เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างรวดเร็วจนเกินไป เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมและมีความเสี่ยงสูงขึ้น โดยความเสี่ยงด้านราคาหรือเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จากความเปราะบางของความเชื่อมั่นทางการเมืองในขณะนี้ที่มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน และการใช้จ่าย ในระยะข้างหน้า

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยจะเป็นการดำเนินการชดเชยนโยบายการคลังที่ทำงานไม่ได้เพราะปัญหาการเมืองซึ่งมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอยู่

กนง.มองว่าการที่กระทรวงการคลังเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐได้น้อย มีปัจจัยที่นโยบายการเงินพอจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาได้

การกลับนโยบายของรัฐบาลนั้น ชัดเจนว่า ธปท.ปฏิบัติตามที่กล่าวไว้ว่า ยินดีที่จะยืดหยุ่นนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และช่วยลดแรงกดดันความขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องนโยบายดอกเบี้ย

ตัวนโยบายดอกเบี้ยนั้นได้สร้างปัญหาวิวาทะหลายครั้งระหว่างกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กับประสารไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. จนเป็นเรื่องราวตลอดเวลาว่ารัฐบาลจ้องจะเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท.

แต่ กนง.จิตแข็งที่จะไม่ลดดอกเบี้ยตามรัฐบาล แต่เลือกพิจารณาจากข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก และก็ยืนยันที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากในช่วงต้นปี จากเงินไหลเข้าอันเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐยังมีแนวโน้มไม่ฟื้นตัวจริง และการจะเลิกหรือไม่เลิกมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี)

ตลอดทั้งปี กนง.ยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในประเทศนั้นเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจแล้ว แม้รัฐบาลจะพยายามแจงตัวเลขเงินเฟ้อว่าไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วงก็ตาม แต่ กนง.ก็มีเหตุผลที่จะอารยะขัดขืน เนื่องจากเห็นว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยขยายตัวสูงอย่างรวดเร็ว จนเห็นว่าหากลดดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นอีกเพราะประชาชนไม่ยอมออม

ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยล่าสุดใกล้แตะ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เต็มที นับว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นค่อนข้างเร็วจากปลายปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 55.6% ของจีดีพีประเทศ มาเป็น 77.5% ในไตรมาสแรกปี 2556 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และมาเลเซีย

หนี้ครัวเรือนเหล่านี้มาจากธนาคารพาณิชย์ 42% สถาบันการเงินของรัฐ 30% สหกรณ์ออมทรัพย์ 15% บริษัทบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล 10% และอื่นๆ เช่น บริษัทประกัน โรงรับจำนำ 3%

สำหรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนตามการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์แบ่งหลักๆ ได้เป็นสินเชื่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 46% สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 29% และสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ รวมสินเชื่อเงินสดมีสัดส่วน 24%

หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเทียบกับสิ้นปี 2551 พบว่า สัดส่วนสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ลดลง 8% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อและบริโภคอื่นๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8% เห็นได้ชัดว่าการกู้เพื่อมาอุปโภคบริโภคนั้นมีบทบาทมากขึ้น

โดยเฉพาะโครงการประชานิยมที่รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเพิ่มการบริโภค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการรถยนต์คันแรก เป็นต้น

ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า นโยบายการเงินที่เหมาะสม คือ นโยบายที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ตอนนี้ความเสี่ยงการเติบโตมีมากกว่าเงินเฟ้อ บวกแรงกระตุ้นการคลังมีน้อยกว่าที่คาด และเป็นปัจจัยให้มีการเบิกจ่ายน้อยลงได้ นโยบายการเงินจึงควรผ่อนคลาย” ไพบูลย์ กล่าว

การลดดอกเบี้ยของ กนง. แม้จะเหนือความคาดหมายของตลาด แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของ รมว.คลัง

กิตติรัตน์ ยังคงตำหนิว่า ธปท.ลดดอกเบี้ยช้าเกินไป

“ถ้าคนที่มีโอกาสในการตัดสินใจ ฟังผมให้มากๆ หน่อย ผมพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายควรจะมีการปรับลดลงบ้าง และอัตราแลกเปลี่ยนมีการแข็งค่าจากเงินไหลเข้าพูดตั้งแต่ปี 2555 สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์มาถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาผมได้ส่งสัญญาณมา 1 ปีแล้วว่าควรจะลด เพื่ออัตราแลกเปลี่ยนจะได้ไม่แข็งค่านัก” กิตติรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยของ กนง.ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากธนาคารพาณิชย์ทันที โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้นำร่องประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR 0.25% เงินฝากประจำลด 0.05-0.15% มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา

ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% จาก 7% เหลือ 6.75% และเงินฝากออมทรัพย์ลง 0.12% และธนาคารกรุงเทพลดดอกเบี้ย MLR ลง 0.125% และดอกเบี้ยเงินฝาก 0.125-0.25% มีผลวันที่ 2 ธ.ค.นี้

อย่างไรก็ดี จากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในไตรมาสสุดท้ายนี้ จะยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจในช่วงนี้ แต่จะส่งผลกระทบในปีหน้า การลดดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% นั้น ยังถูกมองว่ายังไม่พอจะต้องมีการลดดอกเบี้ยระลอกที่ 2 และระลอกที่ 3 ตามมาอีก จนกว่าเศรษฐกิจจะผงกหัว

เงื่อนไขที่จะทำให้ ธปท.ต้องลดดอกเบี้ยอีกก็คือ ภาวะเศรษฐกิจจะต้องทำท่าทรุดตัวลงไปอีก หากการส่งออกในปีหน้าไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่คาดหวังว่าจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกได้

นอกจากนี้ การบริโภคในประเทศยังไม่ขยายตัวอันเป็นผลกระทบจากความเชื่อมั่นทางการเมืองที่ยังไม่ดีขึ้น และการเบิกจ่ายเงินจากภาครัฐที่จะล่าช้าจากผลกระทบทางการเมือง

หากสองปัจจัยนี้ไม่ดีขึ้นโอกาสจะเห็น กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีกมีสูง แม้การลดดอกเบี้ยอาจจะทำให้เงินไหลเข้ามีไม่มากนัก แต่การเลือกกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศจะยังเป็นสิ่งที่ ธปท.เลือกแล้วว่า จะต้องยืดหยุ่นนโยบายดอกเบี้ย ประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท