
ยึดทั้งประเทศ
เมื่อวันที่ 29 พ.ย. สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการประชาชน
เมื่อวันที่ 29 พ.ย. สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ขึ้นต่อสู้กับระบอบทักษิณ โดยมี สุเทพ เป็นเลขาธิการ
“กปปส.ได้ปรึกษากันและกำหนดให้วันที่ 1 ธ.ค. 2556 คือวันแห่งชัยชนะของมวลมหาประชาชนและจะประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาดในวันนั้น ซึ่งจะไม่มีระบอบทักษิณอยู่อีกต่อไป
การปฏิบัติการของพลเมืองดีจะยึดแนวทางสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ อหิงสาเต็มรูปแบบ ไม่มีการใช้กำลังใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น” สุเทพ ระบุ
สุเทพ ระบุอีกว่า แผนปฏิบัติการเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่คืนวันที่ 29 พ.ย.เป็นต้นไป ผู้ชุมนุมที่ศูนย์ราชการฯ จะเข้าควบคุมทุกหน่วยงานภายในศูนย์ราชการฯทั้งหมดอย่างเด็ดขาด
“ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. ข้าราชการไม่ต้องมาทำงานแล้ว ยกเว้นข้าราชการศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และกองทัพไทย เราจะควบคุมพื้นที่บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยแกนนำจะใช้ศูนย์ราชการฯ เป็นศูนย์ประสานงานและศูนย์บัญชาการ” สุเทพ ระบุ
จากนั้นวันที่ 1 ธ.ค. จะเข้าควบคุมพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงการต่างประเทศ ส่วนกระทรวงการคลังและสำนักงบฯ ถูกควบคุมอยู่แล้ว
“ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่ต้องมาทำงานแล้ว รวมทั้งวิสาหกิจก็ไม่ต้องทำงาน ยกเว้นการบินไทย ร.ฟ.ท.บขส. ขสมก. ที่ต้องบริการประชาชน ดังนั้นวันที่ 1 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 10.45 น. ไปรอได้ทุกกระทรวง” สุเทพ ระบุ
คำประกาศแผนปฏิบัติการของ สุเทพ เป็นที่มาจากการยื่นคำขาดว่าทุกอย่างจะจบภายในวันสองวันนี้
พร้อมกันนั้น สุเทพ ได้ประกาศรายชื่อผู้ร่วมเป็นแกนนำร่วมต่อสู้ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็น กปปส. ว่า ประกอบด้วยนักวิชาการ นักธุรกิจ รวมทั้งเครือข่ายที่เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก เช่น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนฯ กลุ่มประชาคมนักธุรกิจสีลม เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กองทัพธรรม กองทัพประชาชน ผู้แทนเครือข่ายประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ 77 จังหวัด สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ 45 รัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ สุเทพ ได้แนะนำตัวแทนแต่ละคนบนเวที ณ ศูนย์ราชการฯ
สุเทพ กล่าวถึงความชอบธรรมที่จะดำเนินการดังกล่าว ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และประชาชนได้มอบอำนาจให้ตัวแทนมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่บัดนี้ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา ได้ร่วมมือกันกระทำการทรยศประชาชนอย่างชัดเจนแน่แล้ว ความผิดปรากฏชัดกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาไปแล้ว
เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ปฏิเสธอำนาจของศาล ทั้งที่ศาลมีอำนาจหน้าที่ตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลได้ปฏิเสธอำนาจของศาล ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับรัฐบาลนี้ไม่เคารพรัฐธรรมนูญอีกต่อไป ฉะนั้นรัฐบาลจึงหมดความชอบธรรมไปแล้ว
“ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน จึงพร้อมกันปฏิเสธรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. นอกจากหมดความชอบธรรมแล้ว ยังหมดความชอบธรรมทางการเมืองด้วย เพราะประชาชนลุกมาบอกว่าไม่เอารัฐบาลนี้แล้ว รัฐบาลจึงสมควรออกไปจากอำนาจในการบริหารและคืนอำนาจให้ประชาชนได้เข้ามาจัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อยต่อไป” สุเทพ กล่าว
สุเทพ ย้ำอีกว่า จนกระทั่งวันนี้ระบอบทักษิณและรัฐบาลก็ยังดื้อด้านที่จะอยู่ในอำนาจ ไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงลงมือปฏิบัติการด้วยตัวเองให้เด็ดขาด บ่ายแก่ๆ วันอาทิตย์ที่ 1 ธ.ค. จะแถลงประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาดด้วยกัน เวลานั้นจะไม่มีระบอบทักษิณอยู่ในแผ่นดินนี้อีกต่อไป
“เราต้องยึดหลักต่อสู้แบบสันติ สงบ ปราศจากอาวุธจริง โปรดออกจากบ้านด้วยมือเปล่า ไม่ต้องพกอาวุธ แม้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงก็ไม่ตอบโต้ ขอให้ถ่ายรูป ถ่ายคลิปเอาไว้ฟ้องชาวโลก อย่าได้ลุแก่โทสะ ต้องคุมความโกรธให้ได้ เพราะนี่จะเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่โลกต้องจารึก” สุเทพ ระบุ
สำหรับประชาชนในต่างจังหวัดให้เข้ายึดศาลากลางทุกจังหวัดเหมือนที่ได้ซักซ้อมมาทุกจังหวัดพร้อมกันด้วย
ก่อนหน้านั้น ในช่วงบ่ายวันที่ 29 พ.ย. กำลังประชาชนได้บุกเข้าไปยังกองทัพบกและหน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย แต่ก็ได้ถอนตัวออกมาในเวลาต่อมา ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำประชาชนไปยื่นหนังสือเรียกร้องที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า ขอให้การชุมนุมของทุกฝ่ายเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้กรอบกฎหมาย และอย่าได้พยายามแบ่งฝ่ายหรือดึงกองทัพให้ตกเป็นฝ่ายใด ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแสวงหาทางออกอย่างสันติโดยเร็ว และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ด้านพรรคเพื่อไทยก็ได้ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ รวมถึงเปลี่ยนท่าทีใหม่โดยกลับคำว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลเรื่องประเด็นที่มาของ สว.เท่านั้น ขณะที่ฝ่ายอำนวยการของรัฐบาลก็ได้ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ในเวลา 22.00 น.







