
โกงหรือจินตนาการ
ผ่านไปแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจการบริหารประเทศของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคงไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลกแต่อย่างใด ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย จะได้คะแนนเสียงโหวต สส.ฝ่ายรัฐบาล อย่างท่วมท้น ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป
ผ่านไปแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจการบริหารประเทศของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคงไม่ใช่สิ่งที่ผิดแปลกแต่อย่างใด ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย จะได้คะแนนเสียงโหวต สส.ฝ่ายรัฐบาล อย่างท่วมท้น ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป
หากผู้ที่ติดตามการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ละวางอารมณ์เบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมการประท้วงที่พร่ำเพรื่อของ สส.ทั้งสองฝ่าย แต่มุ่งไปที่เนื้อหาสาระของการอภิปราย จะพบว่าข้อมูลที่ถูกฝ่ายค้านตรวจสอบเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะการทุจริตโครงการทำข้าวถุงราคาถูกขายให้ประชาชน ที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่า มีการอนุมัติปริมาณข้าวสาร 2.5 ล้านตัน จัดทำข้าวถุง 500 ล้านถุง แต่โครงการเดินหน้าไปเพียงครึ่งทางก็ต้องยุติลง เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ข้าวสารที่เบิกจากโกดัง 6.6 แสนตัน เพื่อจัดทำข้าวถุง 120.17 ล้านถุง พบว่าข้าวส่วนใหญ่ไม่ตกถึงมือประชาชน
ทั้งมีเอกสารหลักฐานว่าโครงการส่อทุจริตอย่างชัดเจน เช่น อคส.ว่าจ้างบริษัทเอกชนที่ไม่มีประสบการณ์ในวงการค้าข้าวมาเป็นผู้แทนจำหน่ายข้าวถุง มีเอกสารชัดเจนว่าตัวแทนจำหน่ายข้าวถุงได้ทำสัญญาขายข้าวถุงคืนให้บริษัทที่ อคส.ว่าจ้างให้ทำหน้าที่ปรับปรุงคุณภาพข้าวบรรจุถุง
หรืออย่างกรณีนายจารุพงศ์เดินทางไปดูงานกับบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (อีสท์วอเตอร์) ที่มาเลเซียและจีน มีใบเสร็จว่าอีสท์วอเตอร์จ่ายค่าเดินทางและค่าที่พักให้นายจารุพงศ์ ซึ่งถือว่าได้กระทำความผิดสำเร็จแล้วตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.ที่ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น
แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ กลับมองว่าพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ตลอดจนการทุจริตในโครงการจัดทำข้าวถุง เป็นประเด็นส่วนตัว ตอบโต้ฝ่ายค้านว่าจินตนาการไปเอง รัฐบาลไม่ได้จงใจวางแผนให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งบอกว่าไม่ได้ลอยตัวเหนือปัญหา เพราะหน้าที่สำคัญของผู้บริหารคือการตัดสินใจ
คำพูดของผู้นำประเทศในลักษณะ เช่นนี้เสมือนไม่ไยดีต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหง ในขณะนี้ นายกฯ ยังเชื่ออย่างฝังหัวว่า ฝ่ายนโยบายไม่ได้ทุจริต แต่เป็นความผิดของฝ่ายปฏิบัติ โยนโทษผิดทั้งหมดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐตัวเล็ก ทั้งๆ ที่ทราบกันดีอยู่ว่าวันนี้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจสั่งการในทุกขั้นตอน
หากนายกฯยังเห็นว่าการทุจริตเป็นเพียงแค่จินตนาการ จึงได้รวบรัดออกกฎหมายนิรโทษกรรม และดำเนินนโยบายที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ล้างผิดให้คนทำทุจริตผิดกฎหมายพ้นโทษ ซึ่งเดินหน้าไม่สำเร็จ เพราะสังคมยังไม่พร้อมให้อภัยกัน รัฐบาลที่ไม่มีสำนึกแห่งคุณธรรม ก็ไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศชาติอีกต่อไป







