
พลังงานทางเลือกของโลกแห่งอนาคต
ผมคิดว่าพวกเราทราบกันดีว่าปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกกำลังจะต้องลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมีการประมาณการว่า โลกเรามีพลังงานเหลืออีกประมาณ 70 ปี ของถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลยืนยันว่าโลกเราน่าจะยังมีน้ำมันเหลืออีกนานกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ทุกคนเห็นพ้องว่าในวันหนึ่งน้ำมันก็ต้องหมดลงในโลก
ผมคิดว่าพวกเราทราบกันดีว่าปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลในโลกกำลังจะต้องลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมีการประมาณการว่า โลกเรามีพลังงานเหลืออีกประมาณ 70 ปี ของถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลยืนยันว่าโลกเราน่าจะยังมีน้ำมันเหลืออีกนานกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ทุกคนเห็นพ้องว่าในวันหนึ่งน้ำมันก็ต้องหมดลงในโลก
ดังนั้น แนวทางที่สังคมโลกจะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อน เมื่อเราไม่สามารถพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป จะทำอย่างไร? แหล่งพลังงานอะไรจะมาชดเชยการลดลงของแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม ทำให้นักวิจัยทั่วโลกได้พยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว
วันนี้ผมจะขอลองสรุปแหล่งพลังงานแห่งโลกอนาคตดูนะครับ (1) พลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศ แนวความคิดของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากนอกโลกเป็นที่พูดกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 โดยการวางแผงเซลล์แสงอาทิตย์เข้าสู่วงโคจรโลก ซึ่งจะมีข้อดีคือ ไม่ต้องกังวลกับชั้นบรรยากาศ เมฆหมอกปกคลุม และก๊าซ ในชั้นบรรยากาศ และไม่สูญเสียการผลิตพลังงานใดๆ ในเวลากลางคืน
ในอดีตที่ผ่านมา ความพยายามที่จะสร้างดาวเทียมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Satellite) ในชั้นนอกของบรรยากาศของโลกดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ แต่พัฒนาการต่อเนื่องของดาวเทียมอาจทำให้เกิดขึ้นได้ในอนาคตนะครับ พลังงานแสงอาทิตย์จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าส่งกลับสู่โลก นักวิจารณ์บางคนอาจจะบอกว่าโครงการนี้จะมีต้นทุนสูงมากและผลผลิตพลังงานน่าจะไม่สูงพอที่จะทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม องค์การนาซ่า (NASA) ก็กำลังวิจัยแนวคิดนี้อยู่นะครับ
(2) การทำเหมืองพลังงานจากภูเขาไฟ ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะพยายามดึงพลังงานความร้อนจากหินร้อนที่อยู่ภายใต้โลกและรอบๆ ภูเขาไฟ โดยการฉีดน้ำเข้าไปในรอยแตกในพื้นดิน นักวิจัยหวังว่าพวกเขาจะสามารถที่จะสร้างไอน้ำเพื่อหมุนกังหันไฟฟ้า
(3) พลังงานคลื่นทะเล พลังงานคลื่นกำลังจะถูกนำมาใช้ทั่วโลก เงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ได้ถูกนำมาสร้าง “ฟาร์มคลื่น (Wave Farm)” ในจุดต่างๆ ของโลก เช่น เมืองปอร์โต ในประเทศโปรตุเกส โดยที่ “ฟาร์มคลื่น” นี้จะใช้ทุ่นขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนพลังงานเคลื่อนไหวของคลื่นทะเลเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งข้อดีของพลังงานคลื่นมีความคล้ายคลึงกับพลังงานลม คือ คลื่นทะเลนั้นไม่มีต้นทุน และกระแสคลื่นยังสามารถคาดการณ์ได้ดีกว่ากระแสลม
ในปัจจุบัน อังกฤษถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านนี้ในด้านเทคโนโลยี ขณะที่สหรัฐอเมริกา โปรตุเกส และฝรั่งเศส ก็เป็นประเทศที่เร่งพัฒนาพลังงานด้านนี้เช่นกัน (4) พลังงานจากใบไม้เปียกและไม้ชื้น พลังงานชีวมวลเกิดจากการแปรสภาพของวัสดุชีวภาพ เช่นใบไม้และต้นไม้ ทำให้มีการผลิตก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและมีเทน ซึ่งจะสามารถถูกเผาไหม้ได้
ทั้งนี้ ปัญหาของโรงงานพลังงานชีวมวลปัจจุบันคือต้องการใช้วัสดุชีวภาพที่แห้ง แต่นักวิจัยได้มีการพัฒนารูปแบบใหม่ของเตาเผาวัสดุชีวมวลที่สามารถดักจับความชื้นจากวัสดุที่เปียกชื้นและการปล่อยออกเป็นน้ำร้อน ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้เตาเผาใหม่นี้สร้างพลังงานชีวมวลได้มากขึ้นถึงร้อยละ 30 อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางคนให้เหตุผลว่าการเผาไหม้วัสดุชีวมวลก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
ในอนาคต ผมคิดว่าการลงทุนของทั้งรัฐบาลและเอกชนจะต้องเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ เพราะในที่สุดเราต้องหาพลังงานทางเลือกให้ได้ก่อนที่จะไม่มีทางให้เลือกนะครับ







