
การปฏิวัติของประชาชน
คนไทยทุกสาขาอาชีพจากทุกสารทิศหลายแสนจนถึงล้านคนมาชุมนุมเต็มถนนราชดำเนินกลาง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. 2556 ภาพถ่ายทางอากาศที่เห็นประชาชนอยู่แน่นขนัดบนถนนราชดำเนินกลางจากพระบรมมหาราชวังจนถึงผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนินนอกจนถึงสะพานมัฆวานฯ หลานหลวงจนถึงยมราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าจะบรรยาย เพียงภาพเดียวก็อธิบายทุกสิ่งได้หมด อีกทั้งภาพการคล้องแขนของพันธมิตรร่วมรบ ซึ่งเป็นพลังทางสังคมกว่าสิบกลุ่มบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ คงทำให้รัฐบาลกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลายคนเชื่อว่าแกนนำคงไม่ทำให้ “เสียของ” หวังว่า “การปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน” จะเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยต้องเร่งปักธงก่อน
คนไทยทุกสาขาอาชีพจากทุกสารทิศหลายแสนจนถึงล้านคนมาชุมนุมเต็มถนนราชดำเนินกลาง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. 2556 ภาพถ่ายทางอากาศที่เห็นประชาชนอยู่แน่นขนัดบนถนนราชดำเนินกลางจากพระบรมมหาราชวังจนถึงผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนินนอกจนถึงสะพานมัฆวานฯ หลานหลวงจนถึงยมราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นภาพที่สวยงามเกินกว่าจะบรรยาย เพียงภาพเดียวก็อธิบายทุกสิ่งได้หมด อีกทั้งภาพการคล้องแขนของพันธมิตรร่วมรบ ซึ่งเป็นพลังทางสังคมกว่าสิบกลุ่มบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ คงทำให้รัฐบาลกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลายคนเชื่อว่าแกนนำคงไม่ทำให้ “เสียของ” หวังว่า “การปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน” จะเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย โดยต้องเร่งปักธงก่อน
พลังของประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แค่การนับจำนวน “หัว” ในเชิง “ปริมาณ” เท่านั้น แต่ลืมคิดถึง “คุณภาพ” และ “ใจ” ประชาชนที่มาชุมนุมครั้งนี้เป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นคนที่มีความรู้และความคิดมาจากหลากหลายอาชีพ หลายวัย รวมทั้งวัยหนุ่มสาว “คนรุ่นใหม่” ที่ใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการกระจายข่าวถึงกันหรือเป็นกลุ่ม “ม็อบไอแพด” “ม็อบสมาร์ทโฟน” ผู้ชุมนุมไม่ได้มาเพราะถูกจ้างหรือถูกเกณฑ์ ใครมากรุงเทพฯ ไม่ได้ก็ชุมนุมคู่ขนานเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ใครได้ไปเดินอยู่ในฝูงชนจะรู้ถึง “อารมณ์” ของฝูงชนได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นอาจกล่าวได้ว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่ราชดำเนินเหมือนกับคนที่มุ่งไปร่วมงานมหกรรมทำนองนั้น
ข้าราชการมีส่วนสำคัญที่จะทำให้รัฐบาล “บริหาร” ประเทศได้หรือไม่ หลังจากที่ “ปกครอง” ไม่ได้แล้ว ข้าราชการเวลานี้จึงอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใจหนึ่งเห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุมและเคยไปร่วมกับม็อบหลังเลิกงาน แต่หากแสดงออกมากไปก็อาจถูกกลั่นแกล้งได้ ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็มีเดิมพันเรื่องตำแหน่ง
อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้บรรดาข้าราชการต้องตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ข้างไหน จะนั่งอยู่บนรั้ว ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรนั้น คุณพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติศักดิ์ศรี มีประวัติทางราชการดีเยี่ยม ได้ส่งสารถึงเพื่อนข้าราชการโดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ
หนึ่ง จะเลือกยืนข้างคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือข้างคำประกาศต่อต้านของฝ่ายการเมือง
สอง จะเลือกระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือจะเลือกระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยพรรคทุนสามานย์ฉ้อฉล
สาม จะเลือกยืนเคียงข้างมวลมหาประชาชน หรือระบอบทักษิณ
สั้นๆ เข้าใจง่ายและง่ายต่อการตัดสินใจสำหรับข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ยึดถือเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ นอกจากคุณพงศ์พโยมแล้ว เราอยากได้ยินเสียงของนายกสมาคมข้าราชการพลเรือนในอดีต เช่น คุณจาดุล อภิชาตบุตร คุณขจัดภัย บุรุษพัฒน์ และคนปัจจุบันเช่น คุณวิบูลย์ ว่า มีท่าทีต่อปัญหาของชาติบ้านเมืองขณะนี้อย่างไรบ้าง
ที่ผ่านมาแกนนำการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ก้าวเดินไปพร้อมกับประชาชนแล้ว ไม่ล้าหลังและไม่ล้ำหน้า เวลานี้ประชาชนและแกนนำได้ก้าวข้ามการเมืองน้ำเน่าเก่าๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเสวยอำนาจและกอบโกยทรัพยากรชาติเพื่อพวกตน ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ประเทศและโจทย์ของประชาชน เวลานี้พวกเขาพูดถึงการปฏิรูปประเทศ การเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อตอบโจทย์ประเทศและประชาชน โดยให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศในอนาคต แต่ก่อนจะถึงจุดนั้นได้ต้องเอาอำนาจของประชาชนจากรัฐบาลชุดนี้กลับคืนมาให้ได้ก่อน
พลังประชาชนมหาศาลที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลยังอยู่ได้อีกต่อไปก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ ส่วนแกนนำและประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าลุยอย่างเดียว ไม่มีการชุมนุมที่ไหนในโลกที่ไม่ผิดกฎหมาย แกนนำมักถูกจับเป็นเรื่องธรรมดา มหาตมะคานธีก็ถูกจับ แต่อย่าใช้ความรุนแรงเผาบ้านเผาเมือง หรือใช้อาวุธสงคราม ตำรวจยิ่งจับก็เท่ากับกระตุ้นให้คนออกมาสู้กับรัฐบาลมากขึ้น ท้ายสุด “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)” จะมีบทบาทสำคัญหรือเป็นพระเอกตัดสินแพ้ชนะ
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ กำลังเผชิญวิบากกรรมครั้งใหญ่สุดในชีวิต นอกจากเจอแรงกดดันจากพลังของมวลมหาประชาชนแล้ว นอกจากเจอตุลาการภิวัฒน์จากศาลรัฐธรรมนูญและต่อไปอาจเจอจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ป.ป.ช.กำลังจะตามมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจเพิ่มความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ
เรื่องที่คนไม่ค่อยเอ่ยถึงแต่เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อ “คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา” (ชื่อยาวจัง) ได้แถลงเมื่อเที่ยงวันศุกร์ที่ 22 พ.ย. ให้รัฐบาลตอบและทำ โดยมีประเด็นสรุปเขียนเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า (1) ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ศาลไม่ได้ล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหา (2) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ นายกฯ ก็ควรขอพระราชทานร่างกฎหมายกลับคืนมา (3) รัฐบาลไม่ควรให้เป็นภาระของพระมหากษัตริย์ในการวินิจฉัยเรื่องที่ยังเป็นปัญหาหรือยังไม่เรียบร้อย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าไม่ถูกต้องเป็นโมฆะ รัฐบาลยังให้เป็นภาระของพระองค์ท่านวินิจฉัยอีกหรือ ประหนึ่งว่าเป็นการส่งเผือกร้อนขึ้นไป และตบท้ายว่า หากรัฐบาลยังดื้อดึงไม่ดำเนินการถือว่าจงใจล่วงละเมิดพระราชอำนาจ
เรื่องนี้หลายฝ่ายได้เตือนนายกฯ ก่อนแล้วว่า อย่าเพิ่งส่งเรื่องขึ้นไปเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เพราะกฎหมายยังเป็นปัญหา มีวุฒิสมาชิกและฝ่ายค้านร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ สมควรรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน เพราะนายกฯ ยังมีเวลา 20 วัน แต่นายกฯ ไม่ฟังเสียงติติงกลับลุกลี้ลุกลนรีบเสนอไปในวันที่ 3 เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประหนึ่งจับไว้เป็นตัวประกัน ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยขอพระราชทานอภัยโทษ และขอพระราชทานรับร่างกฎหมายนั้นกลับคืนมา ถ้านายกฯ ไม่ทำก็เท่ากับจงใจละเมิดพระราชอำนาจ ซึ่งสังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก







