
จีนวิตกการเมืองไทยหวั่นม็อบนกหวีดสะเทือนถึงอาเซียน
เป็นที่จับตาไปทั่วโลกเลยทีเดียว สำหรับวิกฤตความวุ่นวายการเมืองไทยรอบล่าสุด หลังจากที่กลุ่มมวลชนนับแสนจากทั่วทุกหัวระแหง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นที่จับตาไปทั่วโลกเลยทีเดียว สำหรับวิกฤตความวุ่นวายการเมืองไทยรอบล่าสุด หลังจากที่กลุ่มมวลชนนับแสนจากทั่วทุกหัวระแหง ซึ่งนำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ลุกฮือขึ้นมาประท้วงขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมกับประกาศจะถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณผ่านทางการทำอารยะขัดขืน ด้วยการเข้ายึดสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งในกรุงเทพฯ และตามต่างจังหวัด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี ที่เกิดขึ้น กำลังสร้างความหวาดวิตกให้กับมุมมองของนักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติที่เป็นคู่ค้าและหุ้นส่วนในความสัมพันธ์กับไทยเป็นอย่างยิ่ง
สังเกตได้จากการที่รัฐบาลและสถานทูตของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ อังกฤษ และออสเตรเลีย ต่างออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาหาทางออกโดยสันติ
ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองในไทยหันมาเจรจาร่วมแก้ปัญหาอย่างสันติ เนื่องจากเกรงว่า “ผลกระทบจากความวุ่นวายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอีกด้วย”
การส่งสัญญาณเพื่อเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองของไทยหันหน้ามาประนีประนอมกันที่ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นเพราะว่าในมุมมองต่างชาติมองว่าไทยถือเป็นประเทศผู้นำและเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางการค้า การลงทุน แลการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่สำคัญ
ดังนั้น หากเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญในไทย ย่อมที่จะกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคไม่น้อยทีเดียว และนั่นก็อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อไปยังทิศทางการค้า การลงทุน และการเดินทางในอาเซียนในอนาคตไปด้วย
โดยเฉพาะผลประโยชน์ของจีน ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ หากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นในไทย เพราะปัจจุบันรัฐบาลแดนมังกรกำลังอาศัยและพึ่งพาไทยในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ในอาเซียน เนื่องจากไทยมีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนมาอย่างยาวนาน และไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในเรื่องเขตแดนในทะเลจีนใต้อีกด้วย
อีกทั้ง จีน ก็กำลังหมายมั่นปั้นมือกับโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยทำให้แผนการเชื่อมเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากจีนตอนใต้ไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ในอนาคตเป็นจริงได้
ด้วยเหตุนี้ จีน จึงไม่อยากให้ปัญหาการเมืองไทยเลยเถิดไปจนกลายเป็นความรุนแรงและไปขัดขวางความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยที่กำลังเดินไปได้สวย
นอกเหนือจากประเด็นเรื่องความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคแล้ว ปัจจุบันปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2006 ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยในสายตาต่างประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ได้ออกมาเผยว่า ปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทางบริษัทได้นำมาคิดและประเมินเครดิตของไทยไปแล้ว และคาดว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปอยู่เช่นนี้ ก็เสี่ยงที่จะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตไม่น้อย
สอดรับกับทิศทางตอบแทนในตลาดพันธบัตร รวมถึงต้นทุนความเสี่ยงในพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่ผลจากความวุ่นวายได้ทำให้ค่าเงินบาทในเดือนนี้อ่อนค่าลงไปแล้วถึง 2.7% ซึ่งนักวิจัยด้านการลงทุนในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงินจากธนาคารเมย์แบงก์ในสิงคโปร์ คาดการณ์ว่า ในอนาคตอาจได้เห็นค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมากยิ่งขึ้น โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองว่าจะรุนแรงแค่ไหน
แมท ฮิลเดบรันซ์ นักวิเคราะห์ของ เจพี มอร์แกน ในสิงคโปร์ ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาความเสี่ยงทางการเมืองได้กลายเป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อการลงทุนในไทยไปแล้ว
“ทุกๆ ครั้งที่คิดว่าไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า ความสามารถในการปกครองประเทศของรัฐบาลก็จะแตกหักลง และเราเผชิญกับภาวะแบบนี้มาตลอดนับตั้งแต่ปี 2006” แมท ฮิลเดบรันซ์ กล่าว
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ของ เจพี มอร์แกน ยังระบุต่ออีกว่า ถึงแม้สถานการณ์การประท้วงในปัจจุบันจะยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลต้องพบกับจุดจบ แต่คาดว่าจะทำให้ความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างๆ ลดลง และคาดว่าไทยจะยังเผชิญกับความไร้เสถียรภาพในการดำเนินนโยบายมากขึ้นกว่าในช่วง 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่ พอล คัวเลีย ผู้อำนวยการบริษัทด้านการประเมินความเสี่ยงพีคิวเอแอสโซซิเอชัน กล่าวให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น ว่า ถึงแม้ว่า ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย จะสามารถเอาตัวรอดจากศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านได้ แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสได้เห็นความไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ภาวะความไม่สงบทางการเมืองดังกล่าว ยังได้รับการคาดหมายจากกูรูทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศว่า อาจกลายเป็นปัจจัยโหมเข้ากระหน่ำซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลังจากที่รัฐบาลต่างชาติ 23 ประเทศพากันออกมาเตือนให้พลเมืองของตนเองระมัดระวังไปจนถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากหวั่นผลกระทบทางการเมืองและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจุบัน รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 7.3% ของจีดีพีไทย ถือเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจที่หลงเหลืออยู่ เพราะการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักมาหลายสิบปีและมีสัดส่วนประมาณ 70% ของจีดีพี ไม่สามารถเดินหน้าได้ ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนของรัฐและเอกชนก็อยู่ในภาวะซบเซา
ดังนั้น เมื่อมองไปทางไหนก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจคงไม่สามารถรอดพ้นการชะลอตัวไปได้ และในปีนี้ยังไม่แน่ว่าการขยายตัวของจีดีพีจะถึงที่ระดับ 3% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่
จึงนับเป็นภาวะความเสี่ยงที่ไทยจะต้องแก้ไขไปให้ได้ เพราะวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่ผลกระทบมาจากที่ไหน แต่เป็นฝีมือของคนไทยที่ผูกขึ้นมาเอง ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขโดยไว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา
เพราะเวลาพัง ไทยไม่พังคนเดียว แต่ยังลากเอาทั้งภูมิภาคและพันธมิตรให้ต้องล้มลงเจ็บตัวตามไปด้วยไม่น้อย







