
เบื้องหลังความแตกแยก
แลร์รี จาเกน นักข่าวอิสระชาวอังกฤษประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประสบกับการรัฐประหารในไทยแล้ว 7 รอบ แสดงทัศนะที่มีต่อการเมืองไทยในปัจจุบันว่า ไม่เคยเห็นประเทศไทยแตกแยกและแบ่งขั้วเป็นฝักเป็นฝ่ายได้อย่างชัดเจนเท่านี้มาก่อน ขณะเดียวกัน การให้คำจำกัดความว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามชนชั้นก็เป็นการนิยามที่ง่ายจนเกินไป
แลร์รี จาเกน นักข่าวอิสระชาวอังกฤษประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประสบกับการรัฐประหารในไทยแล้ว 7 รอบ แสดงทัศนะที่มีต่อการเมืองไทยในปัจจุบันว่า ไม่เคยเห็นประเทศไทยแตกแยกและแบ่งขั้วเป็นฝักเป็นฝ่ายได้อย่างชัดเจนเท่านี้มาก่อน ขณะเดียวกัน การให้คำจำกัดความว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามชนชั้นก็เป็นการนิยามที่ง่ายจนเกินไป
“ผมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องของสงครามชนชั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยขณะนี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากกว่านั้น” จาเกน ระบุ พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่าตามความเห็นส่วนตัวแล้ว หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทำให้สังคมไทยแตกแยกรุนแรงได้ขนาดนี้เป็นผลจากความไม่เท่าเทียมเสมอภาคในสังคมไทยเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศไทยพัฒนารุดหน้าไปมากเท่าใด ช่องว่างความไม่เท่าเทียมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และทำให้เกิดกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงลูกเป็ดขี้เหร่ที่ไม่มีใครเหลียวแล จนกระทั่งคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ก้าวเข้ามาทำให้คนเหล่านี้รู้สึกว่าตนเองเป็นหงส์ มีสิทธิมีเสียงสามารถเรียกร้องแสดงออกได้เท่าๆ กันกับคนอื่นๆ ในสังคม
ผู้สื่อข่าวต่างชาติอาวุโสรายนี้ยอมรับอีกว่า แนวคิดบางอย่างของ ทักษิณ ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ปัญหาก็คือตัว ทักษิณ กลับมองแนวคิดเหล่านั้นเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์มากเกินไป ซึ่งนั่นได้เป็นปัญหาที่ไปจุดชนวนความไม่พอใจของคนอีกกลุ่มในสังคมจนลุกลามบานปลายกลายเป็นความไม่สงบในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สังคมไทยวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็คือการเมินเฉยต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นที่แฝงตัวซึมลึกครอบคลุมทุกซอกส่วนของสังคมไทย โดย จาเกน กล่าวว่า นักการเมืองทุกคนจากแทบทุกพรรคที่ตนได้พูดคุยด้วย ล้วนยอมรับว่าต้องแก้ไขการคอร์รัปชั่น แต่สิ่งที่เห็นหลังจากที่คนเหล่านี้ได้เป็นรัฐบาลก็คือการคอร์รัปชั่นก็ยังคงมีอยู่ จนอาจเรียกได้ว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา กลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นการคอร์รัปชั่น
แน่นอนว่าไม่ใช่นักการเมืองทุกคนที่จะกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่คนที่ไม่ได้ทำก็มักจะไม่ยุ่ง คือ ทำเป็นมองไม่เห็นมากกว่าที่คิดจะลุกขึ้นต่อต้าน
“การคอร์รัปชั่นคือจุดเริ่มต้นของการเอารัดเอาเปรียบที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมเสมอภาค และทำให้ระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องเสมอภาคง่อยเปลี้ย” จาเกน กล่าว
นอกจากนี้ จาเกน ยังได้วิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการประท้วงของไทยว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการแสดงออกเรียกร้องสิทธิตามแนวทางประชาธิปไตย
“อย่าเข้าใจผมผิด ผมเห็นด้วยที่จะมีการประท้วง เพราะการประท้วงคือสิทธิมนุษยชนที่พึงมี และเป็นสิทธิตามแนวทางประชาธิปไตย ดังนั้นประชาชนจึงควรมีสิทธิในการประท้วง แต่ก็เหมือนกับการเล่นฟุตบอลที่ต้องว่ากันตามกติกาด้วย คือ ถ้าคุณแพ้ในการแข่งขันแล้วคุณไม่พอใจเลยออกมาประท้วง อย่างนั้นก็ไม่สมควรทำ นั่นไม่ใช่หลักนิติธรรม” จาเกน อธิบาย ก่อนสำทับว่า ประเทศไทยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดงานประท้วง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สมควรยอมรับได้







