posttoday
พลังของ...รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน

พลังของ...รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน

28 พฤศจิกายน 2556

คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีว่า หากสามารถเก็บเงินและอดออมเงินได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งสามารถทำให้เกิดพลังของการออมได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเงินออมจะเป็นหนึ่งในสามปัจจัยที่จะนำไปสู่พลังของดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั้นจะต้องอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั่นคือ

คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีว่า หากสามารถเก็บเงินและอดออมเงินได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งสามารถทำให้เกิดพลังของการออมได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะเงินออมจะเป็นหนึ่งในสามปัจจัยที่จะนำไปสู่พลังของดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั้นจะต้องอาศัย 3 ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มพลังของดอกเบี้ยทบต้นนั่นคือ

จำนวนเงินที่จะเข้าไปลงทุน

ระยะเวลาที่ลงทุน

อัตราดอกเบี้ย

ดังนั้น เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น ผมจึงขอนำตัวอย่างครอบครัวของนายศักดิ์ และครอบครัวของนายชาย มาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า... ผมเคยยกตัวอย่างครอบครัวของนายศักดิ์ และครอบครัวของนายชาย โดยนายศักดิ์กับภรรยาเลี้ยงลูก 2 คนจนเติบโตหางานทำได้แล้ว แต่ลูกๆ ของนายศักดิ์ไม่มีเงินเพียงพอที่จะกลับมาเลี้ยงพ่อแม่ นายศักดิ์และภรรยาจึงต้องอยู่กันตามลำพัง โดยมีรายได้รวมกันเฉลี่ยตลอด 40 ปีอยู่ที่ 100,000 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 90% หรือ 90,000 บาท

นั่นคือ ครอบครัวของนายศักดิ์จะมีเงินเก็บออมเดือนละ 10,000 บาท เวลา 1 ปีจะเป็นเงิน 120,000 บาท และ 40 ปีจะเป็นเงิน 4.8 ล้านบาท

นายศักดิ์กับภรรยาจะมีเงินหลังเกษียณอยู่ที่ 4.8 ล้านบาท แต่นายศักดิ์ยังมีรายได้ที่ไม่ต้องทำงานอีกด้วย โดยระหว่าง 40 ปีที่ผ่านมา นายศักดิ์ได้นำเงินที่ได้ไปฝากประจำกับธนาคารปีละ 120,000 บาท เป็นเวลา 40 ปี และได้อัตราดอกเบี้ยที่ 3% ต่อปี จึงทำให้เกิดดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปในเงินฝาก...ปีแล้วปีเล่า

เมื่อเวลาครบ 40 ปี ก็พบว่า เงินฝากรวมกับดอกเบี้ยแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,048,150 บาท ซึ่งเป็นเงินต้น 4,800,000 บาท และดอกเบี้ย หรืออาจถือเป็นรายได้ที่ไม่ต้องทำงานอีก 4,248,150 บาท ดังนั้นนายศักดิ์จะมีรายได้สุทธิเป็นดังนี้

สรุปง่ายๆ ว่า ในเวลา 40 ปี นายศักดิ์มีเงินออมทั้งสิ้น 4.8 ล้านบาท ฝากธนาคารได้ 3% ต่อปี ได้ดอกเบี้ยทบต้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4.2 ล้านบาท รวมเป็นเงินในวันเกษียณประมาณ 9 ล้านบาท

ส่วนนายชาย ในช่วงเวลาที่ผ่านไป 40 ปี เช่นเดียวกับ...นายศักดิ์

นายชายกับภรรยามีนิสัยอดออมมากกว่า และตั้งเป้าเก็บเงินอยู่ตลอดเวลา มีรายได้รวมกันเฉลี่ยตลอด 40 ปีอยู่ที่ 100,000 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 50% หรือ 50,000 บาท เวลา 1 ปีจะเก็บออมเงินได้ 600,000 บาท เวลา 40 ปีจะเก็บออมเงินได้ 24 ล้านบาท

นั่นคือ นายชายกับภรรยาจะมีเงินหลังเกษียณอยู่ที่ 24 ล้านบาท

แต่นายชายยังมีรายได้ที่ไม่ต้องทำงานอีกด้วย โดยนำเงินที่ตนเก็บออมไว้ไปลงทุนตามแนวทางที่ตนศึกษาไว้ โดยการลงทุนปีละ 600,000 บาท ได้ผลตอบแทนที่ 10% ต่อปี เป็นเวลา 40 ปี ทำให้เงินทั้งหมดเป็นเงิน 265,555,530 บาท คิดเป็นเงินต้น 24 ล้านบาท และได้ผลตอบแทนจากการลงทุนหรืออาจถือเป็นรายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงานโดยตรงอีก 241,555,530 บาท

ใช่แล้วครับ 265 ล้านบาท...จริงๆ ครับ คุณผู้อ่าน..อ่านไม่ผิดหรอกครับ!! เงินของนายชายกับภรรยาจำนวน 265 ล้านบาท เทียบกับนายศักดิ์กับภรรยาที่มีอยู่ 9 ล้านบาท เมื่อทั้งสองคู่เกษียณอายุและไม่มีงานทำแล้วเช่นเดียวกับนายศักดิ์

สรุปง่ายๆว่า ผ่านไป 40 ปี นายชายมีเงินต้น 24 ล้านบาท ลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ได้รับผลตอบแทนทบต้นจากการลงทุนสูงถึง 241 ล้านบาท รวมเป็นเงินในวันเกษียณทั้งสิ้นประมาณ 265 ล้านบาท

(ดูข้อมูลตามตาราง)

จากตารางจะพบว่า ครอบครัวนายศักดิ์มี “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน” ซึ่งคือผลตอบแทนจากเงินออมเป็นเงิน 4.23 ล้านบาท ขณะที่นายชายมีสูงกว่านั้นมากถึง 241 ล้านบาท หากนำเกณฑ์พลังของดอกเบี้ยทบต้นมาพิจารณาก็จะพบว่า

1.ระยะเวลา...เท่ากัน ระยะเวลาของทั้งสองครอบครัวจะมีระยะเวลาเท่ากันคือ 40 ปี

2.เงินลงทุน...ไม่เท่ากัน นายชาย มีเงินออมสูงกว่า...คิดเป็นสูงถึง 5 เท่าตัวของเงินออมของนายศักดิ์

3.อัตราดอกเบี้ยทบต้น...ไม่เท่ากัน นายชายลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ในขณะที่นายศักดิ์ฝากเงินกับธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี

คุณผู้อ่านล่ะครับ... อยากจะได้เงินเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ 9 ล้านบาท เหมือนกับ...นายศักดิ์ หรือว่าอยากจะได้เงินสูงถึง 265 ล้านบาท เหมือนกับ...นายชาย?

และ...คุณผู้อ่านคิดว่า ใคร?...จะมีความอิสระทางการเงินมากกว่ากัน และใคร?...จะมีความสุขในการใช้เงินมากกว่ากัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท