posttoday
ตอกลิ่มกลโกงขายข้าวถุง"จุดสลบ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์

ตอกลิ่มกลโกงขายข้าวถุง"จุดสลบ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์

28 พฤศจิกายน 2556

จั่วหัวโตๆ ว่าด้วยเรื่อง “จุดจบจำนำข้าว สู่การอวสานรัฐบาลยิ่งลักษณ์” มหากาพย์ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวภาค 3

โดย...จตุพล สันตะกิจ

จั่วหัวโตๆ ว่าด้วยเรื่อง “จุดจบจำนำข้าว สู่การอวสานรัฐบาลยิ่งลักษณ์” มหากาพย์ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวภาค 3 ที่พรรคประชาธิปัตย์พุ่งเป้าใหญ่ไปยัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันวาน

แม้ข้อมูลที่ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจนำเสนอ จะเป็นข้อมูล “กลางเก่ากลางใหม่” เพราะสัปดาห์ก่อน ยุทธนา ไทยภักดี สว.สรรหา กรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบการทุจริตโครงการข้าวถุงคนจนไปแล้ว

แต่มหากาพย์จำนำข้าวภาค 3 ก็ถือว่าเป็นภาคต่อจากมหากาพย์ 2 ภาคก่อน ซึ่งหมอวรงค์เปิดตัว “เสี่ยเปี๋ยง” ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจากคนแดนไกลจัดสรรขายข้าวสารทุกเมล็ดในสต๊อกรัฐบาลผ่าน “หมอโด่ง” วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์

นั่นเพราะการทุจริตโครงการข้าวถุง เป็นสิ่งตอกย้ำถึงการทุจริตขายข้าวในทุกช่องทาง

ดั่งเช่นที่ “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปรียบเทียบว่า “มีคนแบ่งกันกินเยอะ เป็นบุฟเฟต์ ได้กันหลายคน ขาเข้ากินกันเป็นบุฟเฟต์ แต่ขาออกกินรายเดียว”

หมอวรงค์ ย่อยข้อมูลทุจริตโครงการข้าวถุงหนาเป็นตั้งๆ และแสนแยบยลให้เป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายๆ อีกทั้งมีพยานหลักฐานมัดตัวคนผิดอย่างชัดเจนว่า โครงการทำข้าวถุงธงฟ้า ข้าวถุงถูกใจ และข้าวถุงตรา อคส. ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) 2.5 ล้านตัน ที่อ้างว่าช่วยให้คนจนได้กินข้าวราคาถูกนั้น ถูกแก๊งสาย “เจ๊” เข้าไปทำมาหากินกันพุงกาง

หากไล่เรียงตัวละครตามท้องเรื่อง จะพบว่ามีตัวเอก 4 ตัว ที่เหลือเป็นตัวประกอบประเภท “รับจ๊อบ”

ก่อนหน้านี้ กขช.ได้มีมติอนุมัติการจัดทำข้าวถุงทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครั้งแรก เดือน ต.ค. 2554 อนุมัติ 1 แสนตัน จัดทำข้าวถุง 20 ล้านถุง ครั้งที่สอง เดือน มี.ค. 2555 อนุมัติ 1 แสนตัน จัดทำข้าวถุง 20 ล้านถุง ครั้งที่สาม เดือน พ.ค. 2555 อนุมัติ 5 แสนตัน จัดทำข้าวถุง 100 ล้านถุง และครั้งที่สี่ เดือน ธ.ค. 2555 อนุมัติ 1.8 ล้านตัน จัดทำข้าวถุง 360 ล้านถุง

แต่ปรากฏว่าข้าวสารที่อนุมัติทำข้าวถุง 4 ครั้ง มีการเบิกข้าวสารไปทำข้าวถุง 6.6 แสนตัน หรือ 130 ล้านถุง

โดยเฉพาะการอนุมัติจัดทำข้าวถุงครั้งที่สี่ หรือข้าวถุงตรา อคส. ถุงละ 5 กิโลกรัม 1.8 ล้านตัน จะพบว่ามีการเบิกข้าวสารไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 3 แสนตัน ปริมาณข้าวสาร 6 แสนตัน และได้มีการเบิกข้าวสารไปแล้วทั้งจำนวน หรือ 120 ล้านถุง โดยที่ไม่มีลายเซ็นของผู้อำนวยการ อคส.ร่วมลงนามในสัญญาเบิกข้าวแม้แต่ครั้งเดียว

ได้แก่ 1.โรงสีเจียเม้ง 5 หมื่นตัน 2.บริษัท นครหลวงค้าข้าว 5 หมื่นตัน 3.บริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์ 5 หมื่นตัน 4.บริษัท พงษ์ลาภ 5 หมื่นตัน 5.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ 2 แสนตัน และ 6.บริษัท สิงห์โตทอง ไรซ์ คอร์ปอเรชั่น 2 แสนตัน

ขณะที่ 3 ใน 6 บริษัทที่ได้งานปรับปรุงข้าวถุงนั้น พบว่าเป็นโรงสีที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดนักการเมือง คือ 1.โรงสีเจียเม้งแห่งเมืองโคราช ซึ่งเรียกว่าเป็นขาใหญ่ที่จ่ายไม่อั้น 2.หจก.โรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ จ.ลพบุรี ของ “เสี่ยเปี๊ยก” คนใกล้ชิด “เสี่ยเปี๋ยง” และ 3.บริษัท สิงห์โตทอง ไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จ.กำแพงเพชร ของ “เฮียหรั่ง” ก๊วนเดียวกับเสี่ยเปี๊ยก

นอกจากนี้ อคส.ยังได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท 3 แห่ง คือ 1.บริษัท สยามรักษ์ 2.บริษัท คอนไซน์ เทรดดิ้ง และ 3.บริษัท ร่มทอง เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวถุง อคส. ที่บริษัทปรับปรุงข้าวสารและทำเป็นข้าวถุงส่งมอบให้ และกระจายไปสู่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

แทนที่เจียเม้ง โรงสีโชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง ไรซ์ จะเบิกข้าวจาก อคส.แล้วไปปรับปรุงเป็นข้าวถุง และส่งมอบให้สยามรักษ์ คอนไซน์ เทรดดิ้ง และร่มทอง เพื่อนำไปกระจายให้ประชาชน แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งสยามรักษ์ คอนไซน์ เทรดดิ้ง และร่มทอง ทำสัญญาขายข้าวคืนให้เจียเม้ง โรงสีโชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง ไรซ์ อย่างหน้าตาเฉย

ซึ่งนั่นหมายความว่า ข้าวสารที่เจียเม้ง โรงสีโชควรลักษณ์ หรือสิงห์โตทอง ไรซ์ เบิกออกจากโกดัง อคส. ไม่ได้ถูกนำไปปรับปรุงและส่งมอบให้บริษัทผู้แทนจำหน่ายทั้งหมด

โดยเฉพาะมีเอกสารสัญญาซื้อขายข้าวปรากฏชัดเจนว่า บริษัท สยามรักษ์ ได้ทำสัญญาขายข้าวคืนให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง ไรซ์ ไม่น้อยกว่า 2 สัญญา และที่น่าตกใจกว่า คือ เป็นการทำสัญญาที่เอกชน 2 ฝ่ายลงนามกันในพื้นที่สำนักงาน อคส. เลขที่ 44/100 ถนนนนทบุรี ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี

แน่นอนว่าการซื้อขายข้าวกันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะหากล้วงข้อมูลลึกๆ ที่หมอวรงค์เอามาเปิดเผย จะพบว่า “หมอเกรียงชัย” ประสงค์สุกาญจน์ รองประธานบอร์ด อคส. เป็นนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกับ “หมอโด่ง” อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และก่อนหน้านี้ตัวหมอโด่งก็เป็นอดีตกรรมการบริหารบริษัท สยามรักษ์ ก่อนลาออกมาสู่เวทีการเมืองที่กระทรวงพาณิชย์

ขณะที่บริษัท สยามรักษ์ ในวันที่ไม่มีหมอโด่งเป็นกรรมการบริหาร ได้ปรากฏชื่อ เกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ น้องชายของ นพ.เกรียงชัย เข้ามาเป็นกรรมการ ฉะนั้นความสัมพันธ์ของหมอโด่ง และคนนามสกุล “ประสงค์สุกาญจน์” ในบริษัท สยามรักษ์ ทำให้การจะพูดจะจาอะไรกันทำได้ง่ายๆ

“บริษัทตัวแทนจำหน่ายจะนำเงินของโรงสีผู้ปรับปรุงข้าวไปชำระให้ อคส. ด้วยการออกแคชเชียร์เช็ค เมื่อ อคส.ออกใบเบิกข้าวให้ตัวแทนจำหน่ายแล้ว ตัวแทนจำหน่ายก็นำใบเบิกข้าวคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงก็จบ ถือว่านำกระดาษมาค้าขายกัน โดยไม่มีข้าวถุงจำหน่ายในตลาด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ข้าวไม่ถึงมือคนจน” นพ.วรงค์ ระบุ

เมื่อข้าวสารที่ควรจะนำไปทำเป็นข้าวถุง แต่สุดท้ายกลับนำข้าวสารไปขายต่อเป็นกระสอบ ก็ต้องบอกว่าโรงสีโชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง ไรซ์ ที่ได้ข้าวสารส่วนใหญ่ที่มีการจัดสรร 4 แสนตัน ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะได้ข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่มีต้นทุนไม่เกิน 8,000 ล้านบาท

หากทั้งสองบริษัทนำข้าวสารทั้งหมด 4 แสนตัน ไปเร่ขายให้พ่อค้ารายอื่นในราคา 1.4 หมื่นบาทต่อตัน ก็จะมีกำไร 6,000 บาทต่อตัน เท่ากับว่ามีกำไรส่วนต่างไม่ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท ส่วนพ่อค้าที่รับซื้อข้าวไปและนำไปขายในตลาดอีกต่อที่ราคา 1.51.6 หมื่นบาทต่อตัน ก็ยังมีกำไรถึง 1,0001,500 ล้านบาท

จึงไม่แปลกใจ เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 22 ต.ค. 2556 มีมติอนุมัติเงินชดเชยโครงการขายข้าวสารตามนโยบายของรัฐบาลสูงถึง 5,589 ล้านบาท และเมื่อถึงตรงนี้ก็น่าจะสรุปได้ว่า เงินส่วนต่างจากการฉ้อฉลในการขายข้าวถุงขาดทุนได้ถูกผลักให้เป็นภาระงบประมาณในที่สุด

นอกจากนี้ ที่ได้สัญญาปรับปรุงสภาพข้าว ยังได้รับเงินเด้งที่สองจากค่าปรับปรุงสภาพข้าวถุงที่เฉลี่ยถุงละ 24 บาท ซึ่งหากไม่มีการนำข้าวไปบรรจุถุงเลย เอกชนกลุ่มนี้ก็จะมีเงินเปล่าอีก 2,880 ล้านบาท ซึ่ง อคส.จะต้องตั้งเรื่องขอเบิกงบจ่ายหนี้ค่าจ้างปรับปรุงข้าวของเอกชนต่อไป

แต่ยังดีที่เรื่องแดงเสียก่อน โครงการจัดทำข้าวถุงช่วยเหลือคนจนจึงถูกเหยียบเบรกกลางคัน นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ สั่งยุติโครงการไปก่อน เพราะกลัวเผือกร้อนไหม้มือ

ความเสียหายที่จะสูงถึงระดับ 5 หมื่นล้านบาท จึงจำกัดความสูญเสียลงในระดับไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท แต่นั่นก็คิดเป็นเงิน 1 ใน 5 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ “นายใหญ่” ฐานร่ำรวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

ที่สำคัญ หากจำกันได้ “เสี่ยเปี๋ยงเสี่ยเปี๊ยกเฮียหรั่ง” ที่เป็นเจ้าของโชควรลักษณ์ และสิงห์โตทอง ไรซ์ ในมหากาพย์จำนำข้าวภาค 3 ก็เป็นกลุ่มตัวละครหลักในมหากาพย์ขายข้าวจีทูจีเก๊นั่นเอง

การทุจริตโครงการข้าวถุงยังไม่จบเพียงแค่ข้าวถุงธงฟ้า ข้าวถุงถูกใจ และข้าวถุง อคส. ที่นำไปขายให้ประชาชนทั่วไปที่ราคา 70 บาทต่อถุง

เพราะแม้แต่ข้าวสารในโกดังของรัฐบาลที่นำไปทำข้าวถุงแจกจ่ายประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และช่วยเหลือกรณีน้ำท่วม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เบิกข้าวสารไป 6 หมื่นตัน และขายต่อให้ อคส.เพื่อนำไปทำข้าวถุงอยู่ที่ตันละ 1 บาท รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชย 900 ล้านบาท ก็พบว่าข้าวไม่ถึงมือคนในพื้นที่และคนเดือดร้อน

“ได้ทำหนังสือที่คณะกรรมการอิสลามจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ปรากฏว่าทุกจังหวัดมีหนังสือตอบกลับมาว่า ไม่เคยได้รับข้าวสารจาก อคส.เลย และไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำให้สงสัยว่าข้าวหายได้อย่างไร” ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ

อย่างนี้จะไม่ให้บอกว่าทำมาหากินกันกับข้าวในสต๊อกรัฐบาลทุกรูปแบบก็ว่าได้

ส่วนนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นนายกฯ ที่ลอยตัวเหนือปัญหาอยู่ดี

“แม้ดิฉันจะเป็นประธาน กขช. แต่มอบหมายให้รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุม กขช.ทุกครั้ง...ส่วนประเด็นข้าวถุง ดิฉันไม่รู้จักชื่อบริษัทที่มีการอภิปราย ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้อง ปัญหาข้าวถุงอยู่ในขั้นตอนของหน่วยงานปฏิบัติ หากมีปัญหาทุจริตหรือรั่วไหลก็ยินดีจะดำเนินการทุกขั้นตอนไม่มีละเว้น” นายกฯ กล่าว

ประชาชนเจ้าของภาษีที่เห็นรัฐบาลเอาเงินไปผลาญในโครงการรับจำนำข้าว ได้ฟังอย่างนี้ ก็มีแต่เจ็บกระดองใจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท