
ชำแหละประโยชน์ทับซ้อนตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ"เครือชิน"
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว.มหาดไทย วันสุดท้าย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” รมว.มหาดไทย วันสุดท้าย ยังคงเข้มข้นเหมือนกับเมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยฝ่ายค้านได้อภิปรายลงรายละเอียดในนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลทั้งโครงการรับจำนำข้าวและโครงการลงทุนของรัฐบาล รวมทั้งผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐวิสาหกิจ
จุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐวิสาหกิจของประเทศไทยมีจำนวนมาก แต่มีรัฐวิสาหกิจอยู่ 3 กิจการที่มีการแต่งตั้งกรรมการไม่โปร่งใส ได้แก่ โทรคมนาคม พลังงาน และธนาคาร เพราะพบว่ามีการตั้งอดีตนายทหารที่เป็นเตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เคยผ่านการบริหารบริษัทในเครือชินคอร์ปเข้าไปเป็นกรรมการจำนวนมาก
จุติ กล่าวว่า อย่างในกรณีของบริษัท ปตท. ได้จากการแต่งตั้ง จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ซึ่งเคยเป็นอัยการสูงสุดที่ไม่สั่งฟ้องคดีการหลีกเลี่ยงภาษีของครอบครัวชินวัตร ต่อศาลฎีกา และ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ที่เคยเป็นกรรมการบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระในธนาคารกรุงไทยด้วย เช่นเดียวกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่มี อาภัททรา ศฤงคารินกุล เข้ามาเป็นกรรมการธนาคาร ทั้งที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือชินคอร์ป
“ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การที่ ยิ่งลักษณ์ ได้สั่งมายังรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตรไปดูทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ว่าจะมีที่ไหนบ้างที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับรัฐได้ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมนายกฯ ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ถึงได้สนใจเรื่องนี้”
สส.พิษณุโลก กล่าวว่า สำหรับที่ดินของรัฐวิสาหกิจที่มีการสำรวจ ประกอบด้วย 1.ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่มักกะสัน 498 ไร่ มูลค่า 4 แสนล้านบาท และสถานีแม่น้ำช่องนนทรี 270 ไร่ 2.ที่ดินของ อสมท ที่ห้วยขวาง 50 ไร่ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน อสมท มี สุธรรม แสงประทุม อดีต สส.พรรคไทยรักไทย เป็นประธาน และเตรียมสร้างอาคารสูง 59 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 3 หมื่นตารางเมตร
3.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เขตบางนา 131 ไร่ มูลค่า 2,000 ล้านบาท 4.อู่ต่อเรือกรุงเทพฯ ของกองทัพเรือ เขตยานนาวา 5.การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริเวณคลองเตย 6.ที่ดินรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ศูนย์ซ่อมบำรุง พระราม 9 ประมาณ 1,000 ไร่
“การท่าเรือแห่งประเทศไทยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธาน ซึ่งนอกจากจะมีวันนี้เพราะพี่ให้แล้วยังมีวันนี้เพราะน้องของพี่ให้เช่นกัน เพราะคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นคนแต่งตั้ง ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทยก็มี ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเพื่อไทย มาเป็นผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ทุกอย่างผมเกรงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน” จุติ กล่าว
ด้าน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงว่า การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจสามารถให้คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งดำเนินการได้ภายในกรอบของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง แต่ถ้ามีมูลค่าเกินกว่าที่คณะกรรมการกำหนดอาจจะต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในช่วงรัฐบาลชุดนี้มีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านบาทมาตลอด ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา
“กลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น เท่าที่ผมทราบครอบครัวของนายกฯ และสมาชิกครอบครัวได้ขายหุ้นไปแล้ว และการเป็นอดีตอธิบการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตรคงไม่ได้ทำให้เป็นรัฐมนตรีคลังทุกคน
สอดรับกับ เบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง อธิบายว่า การแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่าง ปตท. จะต้องเป็นไปตามมติของผู้ถือหุ้น
ส่วนกรณีของธนาคารกรุงไทย นอกจากจะต้องตั้งกรรมการตามมติผู้ถือหุ้นแล้ว จะต้องผ่านการอนุมัติและการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการโครงการลงทุนของรัฐบาล สามารถ ราชพลสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นผู้อภิปรายถึงโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้าง
สามารถ กล่าวหาว่า มีการเตรียมเอื้อประโยชน์ในโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และมีเงินทอนประมาณ 30% หรือ 6 แสนล้านบาท โดยมีความเป็นไปได้เพราะแค่โครงการรถไฟความเร็วสูงอย่างเดียวมีเงินทอนสูงถึง 3.3 แสนล้านบาท ความไม่โปร่งใสจะมีทั้งในส่วนของการเพิ่มเงินลงทุน เช่น ค่าที่ดิน ค่าเวนคืน ค่าจ้างที่ปรึกษา และการปิดโอกาสไม่ให้เอกชนมาลงทุน
“โครงการรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกให้เอกชนลงทุน ไม่ให้รัฐบาลรับความเสี่ยง แต่ประเทศไทยเลือกลงทุนเอง เพราะถ้าให้เอกชนลงทุนจะศึกษาทุกอย่างรอบคอบ เพื่อประหยัดเงินลงทุน ทำให้เงินทอนลดลงตามไปด้วย และสิ่งที่น่าห่วงคือ ทราบว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงมีนักธุรกิจ ‘ศ’ ไปกว้านซื้อที่ดินล่วงหน้า เพื่อให้นักการเมือง ‘ด’ กินค่าหัวคิว จึงไม่สามารถไว้วางใจนายกฯ ได้อีกต่อไป”
ส่งผลให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ตอบโต้ว่า แต่ละโครงการที่อยู่ในโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีคณะกรรมการคอยตรวจสอบ ทุกโครงการต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
“ท่านอย่าไปฟังเพื่อนที่เล่ามาแล้วมากล่าวหาว่ามีการเตรียมการทุจริต ทุกอย่างทำแบบโปร่งใส หากมีข้อมูลเรื่องการเก็งกำไรซื้อที่ดินล่วงหน้าให้แจ้งมาให้ทราบจะดำเนินการให้” ชัชชาติ กล่าว
ขณะเดียวกัน จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายพร้อมเปิดคลิปภาพ สส.กดบัตรแทนกันในสภา ระหว่างการลงมติร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าพฤติกรรมของ สส. ดังกล่าวถือว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว จึงอยากขอให้นายกฯ แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้ด้วย







