posttoday
จะรู้สำนึกกันหรือไม่ว่า"กระทำผิด"

จะรู้สำนึกกันหรือไม่ว่า"กระทำผิด"

27 พฤศจิกายน 2556

การไม่รู้สึกหรือสำนึกว่า “ตัวเองทำผิด” โดยเฉพาะการ “ตะแบง” ของผู้ที่กระทำตัวว่าใหญ่โตด้วยเสียงข้างมาก เพราะได้เถลิงอำนาจจนไม่รู้จักคำว่า “ทำผิด” นี่คือต้นตอและเป็นต้นเหตุของปัญหาการเมืองไทยที่นำไปสู่ปัญหาบ้านเมืองไทยดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

การไม่รู้สึกหรือสำนึกว่า “ตัวเองทำผิด” โดยเฉพาะการ “ตะแบง” ของผู้ที่กระทำตัวว่าใหญ่โตด้วยเสียงข้างมาก เพราะได้เถลิงอำนาจจนไม่รู้จักคำว่า “ทำผิด” นี่คือต้นตอและเป็นต้นเหตุของปัญหาการเมืองไทยที่นำไปสู่ปัญหาบ้านเมืองไทยดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้

กรณีการใช้เสียงข้างมากและความหยิ่งผยองแบบไม่ต้องเกรงใจใครที่จะพยายามออกกฎหมาย “นิรโทษกรรมแบบสุดซอย” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นบทเรียนว่าประชาชนที่เป็นพลังทางสังคมเริ่มจะอึดอัดกับความไม่ถูกต้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งจำนวน 310 คนที่ผลักดันผ่านร่าง เขาจะรู้สึกหรือไม่ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และเขาจะรู้สำนึกหรือไม่ว่าประชาชนเริ่มอึดอัดและทนไม่ไหวกับการใช้กฎหมายมาฟอกความผิดจนประชาชนรู้สึกสิ้นหวังกับระบบรัฐสภา ต้องอาศัยการเมืองบนท้องถนนซึ่งเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่

กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยได้อธิบายเหตุผลประกอบไว้อย่างชัดเจน เช่น

ประเด็นแรกที่ศาลวินิจฉัยก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่ใช้ระหว่างพิจารณาร่วมกันของรัฐสภาเป็นฉบับเดียวกันกับที่มีการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือไม่

ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขมิใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และคณะยื่น แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นหลักการสำคัญในมาตรา 116 (2) ที่ให้ สว. ซึ่งสิ้นสุดวาระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา 2 ปี การกระทำดังกล่าวถือว่ามีเจตนาที่จะปกปิดข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติว่าร่างที่ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่ใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดชเสนอ จึงเท่ากับว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยขัดข้อบัญญัติมาตรา 291 (1)

ส่วนประเด็นที่ 2 ก็คือ การตัดสิทธิการอภิปรายของผู้ที่ยื่นสงวนคำแปรญัตติถึง 51 คนทั้งที่ยังไม่ได้มีการฟังการอภิปรายเลย

ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเอาไว้ว่า แม้ประธานรัฐสภาจะมีอำนาจในการสั่งปิดการอภิปราย แต่ถือเป็นการใช้อำนาจไม่ชอบ และเอื้อประโยชน์ฝ่ายเสียงข้างมากอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่การแปรญัตติที่มีการสรุปให้ย้อนหลังไปถึงวันที่ 14 เม.ย. ส่งผลให้วันแปรญัตติตามข้อบังคับการประชุมที่กำหนดไว้ 1520 วันนับแต่วันที่รับหลักการวาระที่ 1 เหลือเพียง 1 วัน ส่งผลให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 125 วรรค 1 และวรรค 2 ด้วย การกำหนดเวลาแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 120 วรรค 1

ส่วนประเด็นของการเสียบบัตรแสดงตนและลงคะแนนเสียงแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มีประจักษ์พยานชัดเจน ทั้งผู้ที่เห็นเหตุการณ์ และวีดิทัศน์บันทึกการประชุมเพื่อลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่ามีสมาชิกรัฐสภารายหนึ่ง พรรคเพื่อไทย ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์หลายใบเสียบในช่องลงคะแนนและแสดงตน ทั้งที่การใช้สิทธิลงคะแนนตามหลักกฎหมายและข้อบังคับการประชุมรัฐสภานั้นระบุว่า สมาชิก 1 คน สามารถลงคะแนนได้เพียง 1 เสียงเท่านั้น เมื่อพบว่ามีการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 และข้อบังคับการประชุม รวมไปถึงขัดต่อความซื่อสัตย์สุจริตของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ปฏิญาณตนไว้เมื่อครั้งเข้ารับหน้าที่ ส่งผลให้การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผมเข้าใจว่าการที่จะให้ สส. หรือ สว.จะแสดงออกถึงความรู้สึกว่าตัวเองทำผิดหรือไม่อย่างไรนั้นคงขึ้นอยู่กับวุฒิสภาวะและจิตสำนึกความรับผิดชอบ อย่างกรณีง่ายๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับ สส. ผู้ทรงเกียรตินั่นก็คือ การเสียบบัตรแทนเพื่อลงคะแนนเสียงก็ถือว่ามีความผิดแล้ว ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ซื่อสัตย์สุจริตทั้งผู้ให้บัตรไปเสียบแทน และผู้เสียบบัตรแทน เปรียบเสมือนกับนักเรียน นักศึกษาที่ยื่นกระดาษคำตอบให้เพื่อนช่วยตอบข้อสอบแทน ซึ่งนักศึกษาที่ปฏิบัติตนดังนี้ก็ถือว่าเป็นโทษร้ายแรง อาจจะถูกถอนชื่อจากการเป็นนักศึกษา

ผมคิดว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังเป็นสังคมที่มีวิกฤตความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี เพราะมาจากต้นเหตุของการต่างมุ่งแต่เอาประโยชน์ของตนเองและประโยชน์ของพวกพ้องจนขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และขาดจริยธรรมคุณธรรมในที่สุด จนผมไม่แน่ใจนักว่าสังคมไทยเรากำลังจะยอมแม้กระทั่งคนกระทำความผิดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การประท้วงบนถนนที่เกิดขึ้นทั้งกรณีการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย แม้กระทั่งการออกมาต่อต้านความรู้สึกไม่ถูกต้องที่กำลังจะเป็นกระแสเกิดขึ้น ย่อมเป็นบทเรียนว่าคนไทยยืนอยู่ข้างความถูกต้องมากขึ้น และเริ่มยอมรับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะไม่มีใครอยากออกไปตากแดดตากฝนบนท้องถนนถ้าไม่เหลืออดจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังเงียบและปัญญาชน

ข้อเสนอต่อการปฏิรูปการเมืองไทยประการหนึ่งก็คือ การเชิญชวนประชาชนไทยร่วมมือกันทำรายการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) นักการเมืองไทยที่กระทำความผิดกฎหมาย เสนอกฎหมายที่สวนความรู้สึกประชาชน เคยถูกฟ้อง และเคยมีประวัติในทางเสื่อมเสีย เผยแพร่ให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท