posttoday
เร่งเกม...เสี่ยงพัง!...

เร่งเกม...เสี่ยงพัง!...

27 พฤศจิกายน 2556

การเมืองเข้าสู่อารมณ์แห่งความตึงเครียดอีกครั้งเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การเมืองเข้าสู่อารมณ์แห่งความตึงเครียดอีกครั้งเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม นำโดย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีต สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจยกระดับการต่อสู้ของตัวเองด้วยการยึดสถานที่ราชการอย่าง “กระทรวงการคลัง”

ด้านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ได้ยกระดับเช่นกันหลังจากขยายพื้นที่การใช้กฎหมายความมั่นคงเพิ่มเติมใน กทม. และนนทบุรีทั้งจังหวัด รวมไปถึง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

เรียกได้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดการเผชิญหน้าอย่างยิ่ง เพราะหากม็อบยกระดับไปมากกว่านี้ รัฐบาลย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อจัดการ กับกลุ่มผู้ชุมนุม

รัฐบาลตระหนักดีว่ายิ่งปล่อยไว้ตัวเองจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะการถูกเพ่งเล็งเรื่องการรักษาประเทศไทยไม่ให้เป็น “รัฐที่ล้มเหลว”

สะเทือนถึงความเชื่อมั่นของต่างชาติที่จะมีต่อรัฐบาล ซึ่งจะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคและจุลภาคแบบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะบีบให้รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดในเร็วๆ นี้ เพียงแต่รอจังหวะและเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

ขณะที่ปรากฏการณ์ที่ม็อบต้านกฎหมายนิรโทษกรรมตัดสินใจยึดสถานที่ราชการเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ก็นับว่ามีนัยสำคัญเช่นกัน

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้โอกาส ที่สามารถระดมคนได้ล้นพื้นที่ถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 24 พ.ย. มาเป็นหน้าตักสำคัญของการตัดสินใจหักดิบทำผิดกฎหมายเพื่อยกระดับการกดดันรัฐบาลในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

พร้อมกับประเมินท่าทีของรัฐบาลแบบทะลุปรุโปร่งแล้วว่าไม่มีทางที่จะกล้าใช้กำลังสลายการชุมนุม ขืนถ้าทำอย่างนั้นเท่ากับว่าจะเป็นเงื่อนไขให้ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น และทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องกลายเป็นจำเลยหมายเลขหนึ่งของสังคมไปโดยปริยาย ซึ่งรัฐบาลจะไม่ยอมเสี่ยงให้นายกฯ ไปอยู่ในจุดนั้นแน่นอน

จังหวะนี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดสำหรับการยกระดับกดดันรัฐบาล ภายใต้สมมติฐานที่ว่าแรงกดดันทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าได้ไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ว่าในช่วงสิ้นเดือน พ.ย.นี้ทุกอย่างจะต้องจบเป็นไปได้มากขึ้น

เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองของม็อบไล่รัฐบาล

ขณะเดียวกันการประกาศอารยะขัดขืน 4 ข้อ ได้แก่ ให้ข้าราชการหยุดงาน เรียกร้องให้เอกชนหยุดจ่ายภาษี ติดสัญลักษณ์ธงชาติต่อต้านการนิรโทษกรรม และการเป่านกหวีดไล่คนของรัฐบาล เริ่มสิ้นมนต์ขลัง เพราะภาคเอกชนไม่เห็นด้วย

หากปล่อยและเลี้ยงกระแสเอาไว้ให้การชุมนุมจำกัดอยู่แค่เฉพาะถนนราชดำเนินและบริเวณใกล้เคียง หรือมีการเดินขบวนดาวกระจายบ้าง โดยไม่ยกระดับอะไรเลย จะไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังรอวันให้ม็อบสลายตัวไปเอง

เหมือนกับการล้มไม่เป็นท่าของม็อบไล่รัฐบาลก่อนหน้านี้หลายกลุ่ม อย่างกรณีของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่เคยใช้สวนลุมพินีเป็นชัยภูมิต่อสู้กับรัฐบาล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถยกระดับการชุมนุมของตัวเองได้

ทั้งหมดนี้ม็อบไล่รัฐบาลเชื่อว่าถ้าสามารถเลี้ยงกระแสการยกระดับอย่างนี้ต่อไปได้เรื่อยๆ จะช่วยบีบให้นายกฯ ต้องตัดสินใจทางการเมืองหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจจบลงในวันที่ 28 พ.ย. ซึ่งอาจหมายถึงการยุบสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นทางเลือกแรกที่นายกฯ จะใช้ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากภาควิชาการที่อยากเห็นนายกฯ ตัดสินใจใช้เครื่องมือนี้เพื่อให้การเมืองมีทางออก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผลได้ย่อมมีผลเสีย โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าการยึดสถานที่ราชการไม่ใช่การทำอารยะขัดขืน แต่เป็นการทำผิดกฎหมาย ทั้งที่สุเทพได้ประกาศต่อสาธารณชนว่าจะไม่มีการทำผิดกฎหมายเหมือนกับม็อบอื่นๆ ที่เคยทำมา

“จะไม่ยอมทำอะไรที่ผิดกฎหมายเด็ดขาด เพราะเราเป็นการชุมนุมกันตามรัฐธรรมนูญ ใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าออกมาชุมนุมโดยสงบ แสดงความคิดเห็นได้โดยปราศจากอาวุธมาแบบมือเปล่า มาด้วยหัวใจและจิตใจที่รักชาติบ้านเมือง และจะไม่มีทางทำอะไรที่ผิดกฎหมายเด็ดขาด” คำยืนยันจากสุเทพเมื่อวันที่ 3 พ.ย.

การใช้แนวทางนี้เพื่อสร้างความกดดันต่อรัฐบาล นับว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อต้นทุนและความชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจหายไป ทั้งที่ตลอดเวลากว่า 20 วันที่ผ่านมาได้เดินทางแนวทางสันติวิธีได้ด้วยดีมาตลอด จนรัฐบาลต้องยอมถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในคราบคำว่า “ปรองดอง” ออกจากสภา พร้อมกับสร้างแนวร่วมได้มากขึ้นอย่างที่ปรากฏให้เห็นเมื่อวันที่ 24 พ.ย.

ที่สำคัญพลังที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พ.ย. จะเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าทำอะไรที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนในอนาคต และนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริงโดยที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

แต่เมื่อแกนนำม็อบตัดสินใจใช้เกมเร็วเหมือนกับม็อบทุกสีเสื้อที่ผ่านมา ย่อมทำให้ต้นทุนที่สะสมเสียไปไม่น้อย ความหวังที่หลายฝ่ายอยากเห็นการปฏิรูปการเมืองย่อมมีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติด้วย อย่าลืมในช่วง 56 ปีมานี้ประเทศไทยบอบช้ำมามากแล้วกับการใช้สิทธิเสรีภาพเกินกว่ารัฐธรรมนูญรับรอง

ดังนั้น การชุมนุมในตอนนี้ได้เดินทางมาถึงทางแยกที่สำคัญที่แกนนำผู้ชุมนุมต้องเลือกระหว่าง “อดทนรอ” เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมือง หรือ “เร่งเกมเร็ว” เพื่อเพิ่มแรงกดดันไล่รัฐบาล แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและเสี่ยงต่อการเสียแนวร่วม หรืออาจจะมีผลต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท