
การเมืองทุบค่าเงินบาท
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่ระบอบทักษิณ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ นำผู้ชุมนุม บุกเข้ายึดสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง รวมทั้งสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติกังวลใจ
ตลาดหุ้นและตลาดเงิน ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทั้งมาตรการคิวอีของสหรัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นและจีนอยู่แล้ว เมื่อผสมกับสถานการณ์บานปลายทางการเมืองของไทย ทำให้นักลงทุนเทขายเงินบาทออกมาก่อน เพื่อความปลอดภัย กดให้ค่าเงินบาทในช่วงสถานการณ์การเมืองเริ่มเข้าทางตัน อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 12 วันนี้ ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงแตะที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว
นักค้าเงินระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินบาทยังคงอยู่ที่ความอ่อนไหวทางการเมือง ที่ทำให้ต่างชาติเกิดความตื่นตระหนกและเทขายเงินบาทออกมาจนหลุดระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินบาทวิ่งขึ้นลงอยู่ที่ระดับ 32.0532.07 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้นปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ระดับ 32.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าสุดของวันและทำสถิติในรอบ 2 เดือนเศษ หลังจากที่ตลาดเกิดความกังวลในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีคืนวันที่ 25 พ.ย. 2556 ในการขยายพื้นที่การใช้ พ.ร.บ. มั่นคง ใน กทม. และ จ.นนทบุรี ทั้งหมด กับอีก 2 อำเภอ คือ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
ความกังวลของนักลงทุนทำให้เกิดแรงเทขายเงินบาทอย่างรุนแรง แต่หลังจากตลาดคลายความกังวล นำโดยตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 31.96 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.9932.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นักวิเคราะห์มองว่า แนวโน้มเงินบาทในระยะต่อไปคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.9032.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือนองเลือดขึ้นมา ซึ่งไม่มีใครสามารถรับรองได้ว่าสถานการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่
แรงกดดันที่ทำให้บาทอ่อนค่าจากแนวโน้มเงินเหรียญสหรัฐที่ยังคงแข็งค่าและปัจจัยการเมืองยังไม่มีปัจจัยอื่นที่จะมาหักล้างได้ ดังนั้นค่าเงินบาทหลังจากนี้เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลาย โอกาสที่ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าเป็นไปได้ยาก
วินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยสถานการณ์การเมืองขณะนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ ฟิทช์ ใช้ในการประเมินความน่าเชื่อถือของประเทศ โดย ฟิทช์ ได้จับตาภาวะการเมืองตลอดช่วง 23 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องประเมินผลกระทบในอีก 23 เดือนต่อจากนี้ว่า ภาวะการเมืองจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน แต่เบื้องต้นความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปก็จะมีผลต่อการวางนโยบายระยะยาวของประเทศ เช่น นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาด้านการศึกษาที่จะมีผลต่อขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ซึ่งนโยบายเหล่านี้ต้องการรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งและความน่าเชื่อถือในการผลักดัน
ด้าน บัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า การที่สหรัฐจะถอนมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) ในปีหน้า จะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากไทยเหมือนช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในประเทศไทยลดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า
นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยของตลาดโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น จะเป็นต้นทุนสำคัญของการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ ดังนั้นไทยจะต้องเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบดังกล่าว เศรษฐกิจโลกจะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยได้น้อยลง และจะหวังให้การส่งออกสนับสนุนเศรษฐกิจไทยก็คงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาแม้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงและเศรษฐกิจต่างประเทศฟื้นตัวมากขึ้น แต่การส่งออกก็ไม่ได้ขยายตัวตาม เพราะมีปัญหาเชิงลึกในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันที่เน้นราคามากกว่าคุณภาพสินค้า
เมื่อมั่นใจว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง ผลกระทบที่จะได้รับจากการนี้มีทั้งในด้านดีและไม่ดี
ในด้านผลดีที่จะได้รับจากการที่ค่าเงินบาทอ่อน ก็อาจจะทำให้การส่งออกดีขึ้น หากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัว
แต่ผลเสียจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้ราคาน้ำมันที่เรานำเข้ามาบริโภคมีราคาสูงขึ้น รวมทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่นำมาผลิตเพื่อส่งออก เมื่อคิดเป็นเงินบาทจะมีราคาสูงขึ้น
การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า มีทั้งคนได้และคนเสีย และเมื่อรู้ว่าปัญหาการเมืองจะลากเงินบาทให้อ่อนค่าลงไป คนที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินทั้งคนค้าขาย นำเข้า และส่งออก ต้องหาทางระวังตัวให้ได้รับผลกระทบจากการนี้น้อยที่สุด







