
ต่างชาติสับการเมืองไทยติดหล่ม "ตีกันเอง"!
ตกเป็นข่าวนำในหน้าแรกของสื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักติดต่อกันหลายสัปดาห์สำหรับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ระบอบทักษิณในประเทศไทย
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ตกเป็นข่าวนำในหน้าแรกของสื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักติดต่อกันหลายสัปดาห์สำหรับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลและขับไล่ระบอบทักษิณในประเทศไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นแกนนำหลัก และยังได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตามากขึ้นเมื่อสถานการณ์เริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ยืนยันได้จากการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่สำนักข่าวเอพีเอเอฟพี และรอยเตอร์ส รายงานตรงกันว่าเป็นพฤติกรรมแข็งกร้าวที่สุดของกลุ่มผู้ประท้วงนับตั้งแต่มีการออกมาชุมนุมตามท้องถนนเมื่อช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้นักวิเคราะห์ทั่วโลกจะเห็นตรงกันว่าเหตุการณ์การประท้วงดุเดือดคราวนี้ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว แต่กระนั้นในห้วงระยะเวลานี้ ความวุ่นวายขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักลงทุน นักธุรกิจ หรือกระทั่งนักท่องเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองเมินหน้าหนีแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้จนไม่ต่างอะไรกับการทำลายอนาคตของตนเอง
หลักฐานยืนยันก็คือการอ่อนค่าของค่าเงินบาทในช่วงที่มีการประท้วงใหญ่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 32.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.ย. ขณะที่ผลการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หนึ่งในแหล่งรายได้หลักทำเงินของประเทศไทย ซึ่งควรจะคึกคักเพราะช่วงไฮซีซั่นปลายปีกลับเผชิญอุปสรรคใหญ่เมื่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศที่นิยมมาท่องเที่ยวไทยอย่างอังกฤษ จีน และสิงคโปร์ ออกประกาศเตือนพลเรือนให้ระมัดระวังการเดินทางมาไทยในช่วงเวลานี้มากขึ้น หรือควรหลีกเลี่ยงหากเป็นไปได้
วิลเลียม เปเส็ก คอลัมนิสต์ประจำสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุชัดว่า การประท้วงหลายระลอกที่เกิดขึ้นในไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแบบไม่จบไม่สิ้นนี้ ถือเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างโง่เขลาของคนไทยที่กำลังทำลายศักยภาพและขีดความสามารถของตนเองอย่างน่าเสียดาย โดยไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายทางอ้อม
ความเห็นของเปเส็กสอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่เห็นตรงกันว่า หากสามารถตัดปัญหาทางการเมืองทิ้งไปได้ ไทยคือประเทศที่น่ามหัศจรรย์ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจเต็มเปี่ยมและไร้ขีดจำกัด แต่ทว่าไทยกลับไม่อาจพัฒนาตนเองให้รุดหน้าสมกับความสามารถที่มีได้เพราะปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก
ขณะที่ แลร์รี จาเกน นักวิเคราะห์อิสระประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจเป็นเรื่องที่เลวร้ายกว่าครั้งใดๆ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครใส่ใจกับความเป็นไปในการบริหารปกครองประเทศตามหลักกฎหมายมากกว่าการเล่นเกมทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน โดยย้ำชัดว่าไทยเล่นตามกฎกติกาของสังคมมากกว่าจะเคารพกฎระเบียบที่บัญญัติในตัวบทกฎหมาย
ดังนั้น ไทยจึงไม่อาจหนีพ้นจากวงจรของปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ โดยประเด็นเรื่องความไม่พอใจอดีตผู้นำประเทศ การทุจริตคอร์รัปชั่น และความไม่เสมอภาคทางสังคมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาด้านความอ่อนแอของระบบการเมืองที่ทำให้ไทยติดหล่มอยู่กับที่จนอาจกลายเป็นประเทศล้าหลัง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเตือนว่า ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อพัฒนาประเทศตนอย่างสุดความสามารถในหลายประเทศรอบๆ ไทย ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม น่ากลัวว่าไทยอาจเสียเวลาไปอย่างสูญเปล่ากับการแก้ปัญหาขัดแย้งภายในจนถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างน่าเสียดายโอกาส
ขณะเดียวกัน แม้จะยังไม่มีการคาดเดาได้ว่าบทสรุปของการเมืองไทยจะเป็นเช่นไร เพราะกระทั่งเป้าหมายของการประท้วงครั้งนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่นักวิเคราะห์ต่างชาติ รวมถึงเปเส็ก สรุปตรงกันว่า เศรษฐกิจของไทยคือผู้ที่จะได้รับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน โดยนับตั้งแต่มีการลุกฮือประท้วงขึ้นมาเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. ดัชนีเซตของตลาดหุ้นไทยปรับตัวร่วงลงไปแล้วราว 7% และมีการคาดการณ์ทิศทางหุ้นไปในทางลบ
กระนั้นต่อให้ตระหนักดีว่าการประท้วงไม่ใช่เรื่องดี ฌอน เคลโลว์ นักกลยุทธ์การเงินอาวุโสแห่งเวสต์แพ็ก แบงก์ แสดงความเห็นผ่านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีระหว่างการให้สัมภาษณ์ในช่วง สคว็อก บอกซ์ ยอมรับชัดเจนว่า โลกก็ยังคงต้องเห็นการเดินขบวนประท้วงในไทยต่อไปอีกหลายสัปดาห์ และบางทีอาจหลายเดือน ดังนั้น ทางเดียวที่พอจะทำได้ก็คือทำใจเผื่อไว้ได้เลยว่า ค่าเงินบาทของไทยและตลาดหุ้นน่าจะมีผลประกอบการที่ต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดหวังกันไว้
อย่างไรก็ตาม ดารา รานาไรซิงห์นักเขียนอาวุโสแห่งสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี รายงานว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่น่าจะหมดหวังเสียทีเดียว เพราะหลังจากที่ผ่านเหตุการณ์ประท้วงใหญ่น้อยมาหลายครั้ง ดูเหมือนว่าภาคเศรษฐกิจไทยเริ่มจะมีภูมิต้านทานแข็งแกร่งขึ้น ยืนยันได้จากการขยายตัวเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ที่ 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยขยายตัวเป็นครั้งแรกในช่วง 3 ไตรมาส
ไมเคิล เอเวอรี หัวหน้าศูนย์วิจัยตลาดเงินแห่งโรโบแบงก์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อธิบายว่า ขณะที่รายงานข่าวที่เห็นทางโทรทัศน์เกี่ยวกับไทยจะดูวุ่นวาย แต่ต้องไม่ลืมว่า กรุงเทพฯ สถานที่ที่มีการประท้วงก็ไม่ใช่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งหมด ขณะที่ ทิม กอร์ดอน หัวหน้าศูนย์วิจัยไอเอ็นจี ไฟแนนเชียล มาร์เก็ตส์ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวจากปัจจัยทางลบเหล่านี้ได้
แต่ความเชื่อมั่นข้างต้นก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะสามารถเมินเฉยความวุ่นวายขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ โดย อาดิลอิบราฮิม กรรมการผู้จัดการ โบเวน เอเชีย บริษัทด้านการลงทุน กล่าวชัดว่า แม้ว่าอาจจะไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย แต่อย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ก็ไม่เหมาะที่จะนำเงินมาลงทุนในไทยอยู่ดี โดยปริมาณเงินลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีแววว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยนักลงทุนทั่วโลกน่าจะหันไปลงทุนประเทศที่น่าสนใจ เช่น จีน แทน
“ลองถามตนเองดูสิว่า ถ้าต้องตัดสินใจเลือกลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และต้องมองหาสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เราจะยังเลือกกรุงเทพฯ อยู่หรือไม่” อิบราฮิม สรุป
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ไทยจะมีโอกาสน่าลงทุนมากมาย แต่ตราบใดที่ไทยยังจมอยู่กับความขัดแย้ง ไทยย่อมไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าได้







