
มาร์คถล่ม5พฤติกรรมนายกฯคอร์รัปชั่น
"มาร์ค" เปิดซักฟอก "ยิ่งลักษณ์" ถล่ม 5 พฤติกรรมคอรัปชั่น ต้นตอวิกฤตปัจจุบัน จี้นายกฯตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ หลังซักฟอก
"มาร์ค" เปิดซักฟอก "ยิ่งลักษณ์" ถล่ม 5 พฤติกรรมคอรัปชั่น ต้นตอวิกฤตปัจจุบัน จี้นายกฯตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ หลังซักฟอก
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยของพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นผู้เริ่มต้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นประเด็นหลักมาจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจไม่ชอบ บิดเบือนเจตนารมณ์การปกครองที่ประสงค์ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยที่ตัวนายกฯ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ทั้งนี้ ปัญหาทุจริต มีทุกยุคสมัย แต่ขณะนี้ได้เข้าสู่ระดับอันตรายต่อประเทศ จากการสำรวจของหอการค้า การจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ได้ทำงานกับภาครัฐ จากเดิม5-20 % แต่สมัยนี้สูงถึง 30-40 % หรือคิดเป็นเงิน 2.35 แสนล้านบาทต่อปี เท่ากับโครงการปรับปรุงรถไฟทางคู่ ทั้งประเทศ หรือ โครงการรถไฟฟ้า4สาย ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้
อีกทั้งยังทำลายระบบคุณธรรม ทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม พึงพอใจประเทศจมอยู่ในสภาพเช่นนี้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาให้ประชาชนออกมาต่อต้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนเรือนล้านออกมาสู่ท้องถนนเป็นการแสดงออกไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจไม่ชอบ บวกกับพฤติกรรมที่นายกฯ เพิกเฉย และประกาศของคนในรัฐบาล ไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ นำมาสู่การประท้วงรูปแบบต่างๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายกฯเป็นศูนย์กลางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นใช้อำนาจไม่ชอบทำอย่างเป็นระบบ บูรณาการ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จากยอดเขาถึง พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล มีผลประโยชน์แอบแฝง ใช้อำนาจไม่ชอบ และการกระทำทั้งหลายอ้างความเป็นรัฐบาลเสียงข้ามมาก จับประเทศ และปราชนเป็นตัวประกัน โดยการคอร์รัปชั่นมีหลายรูปแบบ เกี่ยวข้องกับนายกฯ ปลอยปละให้กลไกของรัฐทำการทุจริตคอร์รัปชั่น เอื้อพวกพ้อง
ทั้งนี้ พฤติกรรมรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ ได้ดำเนินการทำลายกลไกการตรวจสอบ ตั้งแต่ 1.การทุจริตจัดซื้อจัดจ้างดังจะเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำที่ใช้ความล้มเหลวในการบริหารจัดการปี 54 มาข้ออ้างจัดนำไปสู่การทุจริตแต่ไม่นำไสู่่การแก้ปัญหา โดยครั้งนั้นได้มีการออก พ.ร.ก. ให้รัฐบาลกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทซึ่งอ้างความเร่งด่วน แต่เจตนารมณ์เพื่อเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ สุดท้ายก็ไม่สามารถกู้เงินได้ต้องใช้วิธีไปเปิดวงเงินกู้ไว้กับธนาคารเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 แต่ ก็ถือว่าไม่สมบูรณ์เพราะสัญญาเงินกู้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการส่งมอบเงิน ซึ่งไม่อยากระบุว่าการไปกล่าวเท็จต่อศาลอ้างความเร่งด่วน แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ใช้เงิน ดังนั้นหากเดินหน้าต่อ ก็จะผิดกฎหมาย
2.มีการออกแบบนโยบายเอื้อทุจริต เรื่องใหญ่คือ การจำนำข้าว ที่หลายหน่วยงานยืนยันตรงกันว่าสร้างความเสียหาย ไป 4 แสนล้านบาท แต่เงินไปถึงมือประชาชน 2 ปี ไม่ถึงสองแสนล้านบาท ดังนั้นเงินกว่าครึ่งจึงไม่ได้อยู่ในมือชาวนา ยังไม่รวมภาระหนี้สะสม และทำให้การส่งออกตกอันดับเสียแชมป์ การอภิปรายที่ผ่านมาเคยสะท้อนให้เห็นปัญหาการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่เปิดโปงให้เห็นว่าเป็นรัฐต่อรัฐปลอม ผู้เกี่ยวข้องมีอำนาจใกล้ชิดรัฐบาล ได้ประโยชน์ไม่เเคยเห็นนายกฯ ดำเนินการอย่างไร
นอกจากนี้ ในขั้นตอนการระบายข้าวที่นำไปทำข้าวถุง ทั้ง ข้าวถูกใจ ธงฟ้า อคส. แต่ในส่วนของอคส.นั้น จากจำนวน 2.5 ล้านตัน ได้เบิกข้าวไปแล้ว 40% เบิกไปแล้วหายไปไหนหมด สูญเสียผลประโยชน์เป็นหลักหมื่นล้านบาท ที่ผ่านมาป.ป.ช. ไอเอ็มเอฟเคยมีข้อเสนอเรื่องโครงการรับจำนำข้าว แต่รัฐบาลก็ไม่ตอบสนอง หรือเป็นเพราะมีการเอ้ือประโชน์ทุจริตหลายขั้นตอนหลายรูปแบบหรืออย่างไร
3. กำลังมีการดำเนินการเตรียมเลี่ยงระบบงบประมาณในการออกพ.ร.บ.2 ล้านล้านบาท เพื่อหลีกเกลี่ยงการตรวจสอบระบบงบประมาณ ซึ่งเฉพาะ ที่นำมาให้ สส. สว. ตรวจสอบก็พบความผิดปกติ ตัวเลข ปั้นแต่ง ต้นทุน ความคุ้มค่า นอกจากนี้ยัง มีการไปกล่าวเท็จถึง จ. หนองคาย ที่ระบุว่าจะได้ขึ้นรถไฟเร็วสูง แต่ข้อเท็จจริงต้องมาขึ้นที่โคราช และแม้นายกฯยืนกล่าวในสภาแห่งนี้ ว่าสุดท้ายยังไงก็ต้องทำตามระเบียบสำนักนายกฯ แต่เอาเข้าจริงในที่สุดไม่ได้ใช้
4. การทุจริตที่มีการทำลายกลไกการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่กรรมการสรรหา ป.ป.ช. พบว่า พบข้อมูลของผุ้สมัครรายหนึ่ง ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากกระทรวงยุติธรรม เพราะไปให้สัมภาษณ์การเรื่องการเยียวยาอุทกภัย ที่มีความผิดปกติในทุกโครงการที่สุ่มตรวจ รวมทั้งถูกตั้งกรรมการสอบสวน เพราะทำหนังสือรายงานการทุจริตการออกเอกสารสิทธิในที่ดินภูเก็ต และ เลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์ใหม่ เสนอต่อนายกฯ โดยตรงไม่ผ่าน รมว.ยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลที่ประกาศต่อสู้ทุจริต ทำอย่างนี้หรือ
5 ตรากฎหมายเอื้อให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น วิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจาก เรื่องกม.นิรโทษกรรม ที่ทำให้ประชาชนลุกฮือออกมาต่อต้านในประเด็นทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่ใช่ฉบับเดียวเพราะที่ผ่านมา ครม. มีมติเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2556 เรื่องการสรรหาบุคลที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ โดยให้รมว.คลังเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์กรณีมีปัญหาเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้ง เรื่องคุณสมบัติ จากเดิมลักษณะต้องห้าม ต้องไม่ถูกพิพากษาจำคุก ยกเว้นความผิดลหุโทษ และพ้นกำหนดรอลงอาญาเกิน 5 ปี แต่ต่อมาแก้ไขให้เป็นมาเป็นรอลงอาญาได้ จึงต้องถามว่า ประเทศนี้หาคนมาบริหารรัฐวิสาหกิจไม่ได้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดทีจะไปรื้อ ปปท.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องพ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่าบอกว่าเป็นเรื่องของสภา แต่เรื่องนี้วางแผนกันมาตั้งแต่ต้น และนายกฯ รู้ดีว่ามีเป้าหมายทำอะไรกัน ตั้งแต่จะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ จนถูกทักท้วง มาจนถึงการเสนอกฎหมายปรองดองแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จนขยายสมัยประชุมสภาอยู่เป็นเดือนแต่ก็ทำไม่สำเร็จ จนมาล่าสุดที่ถูกคนต่อต้าน และยังมีการบิดเบือนว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเพราะต้องถามว่ามีคดีไหนของคตส.ที่ไม่ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หากมีการนิรโทษกรรมจริงเจ้าของทรัพย์ที่ถูกนิรโทษกรรม ก็ต้องเรียกทรัพย์สินคืน 4.6 หมื่นล้านบาท และหนึ่งคนที่มีสิทธิ เรียกร้องก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะมีเงินในบัญชี 2 บัญชีที่ถูกยึดทรัพย์ ซึ่งศาลเห็นว่าไม่ใช่เงินน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นเงิน ของพ.ต.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดังนั้นจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ไม่ได้ แต่เกี่ยวข้องเต็มๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อพูดเรื่องนี้ต้องถามต่อว่าคดีนี้นายกฯไปให้การต่อศาลว่าอย่างไร การอ้างว่าซื้อหุ้นจากพี่ชาย 20 ล้านหุ้น 20 ล้านบาท ชำระโดยเอาเงินปันผลไปให้ งวดแรก 9 ล้าน แสดงว่าเหลือหนี้ 11 ล้าน แต่งวดสองจ่ายเงินปันผล 13.5 ล้านบาท เป็นการจ่ายเงินเกินไป 2.5 ล้านบาท แต่มาขีดฆ่าใหม่เป็น 11 ล้านบาท โดยอ้างว่าผิดพลาดบอกศาลว่า 2.5 ล้านบาให้หลานไปซื้อนาฬิกาให้ ศาลไม่เชื่อ ตนก็ไม่เชื่อ เพราะดูบัญชีทรัพย์สิน มีนาฬิกา 9 เรือน 1.8 ล้านบาท นาฬิกา 2.5 ล้านบาท อยู่ไหนขอร้องอย่ามอบหมายคนอื่นตอบ นอกจากนี้ เรื่องนี้มีคนไปร้องดีเอสไอว่าเป็นการเบิกความเท็จนั้นคดีไปถึงไหนแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พฤติกรรมที่ชี้มาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำ ข้าว พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท การบั่นทอนกลไกการตรวจสอบ สะท้อนการใช้อำนาจ อย่างไหน ลักษณะใด ประชาชนจำนวนมากรับกับพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ เขาไม่ได้คาดหวังว่าพวกกระผมจะทำอะไรได้ในสภาแห่งนี้ เขาเห็นซำแล้วซ้ำเล่า ของเสียงข้างมากไม่ให้พวกเรา ได้ใช้ความคิดความท้วงติง ที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลไม่รับฟัง แต่ถ้าประสบการณ์ 2-3 สัปดาห์ ยังไม่ทำให้เรียนรู้ อีกก็กังวลว่า เป้าไม่อยู่ที่ท่านแล้วมันจะลุกลามบานปลาย
“อย่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ เสร็จการอภิปรายนายกฯ ตัดสินใจเถอะครับ จะทำยังไงให้คลี่คลาย วิกฤตจะทำอย่างไรให้คลี่คลายจากวิกฤติใหได้ เพื่อน สส.ที่นั่งซีกนู้นจะทบทวนยกให้กม. นิรโทษกรรม 300 กว่าคน จะหาทางเอื้อมมือหาทางประชาชนให้เขากลับมาเชื่อถือ หมดเวลากับการบริหาราชการแผ่นดินแบบนี้ ถึงเวลาต้องช่วยคิด ระบบประชาธิปไตย กลไกสภาเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างไร”นายอภิสิทธิ์ กล่าว







