
อียูกับการสะสางวิกฤตยกแรก
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินต่างๆ ตกเป็นจำเลยอีกครั้ง เมื่ออียูแสดงท่าทีตอบโต้อย่างแข็งกร้าว หลัง 3 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในสัปดาห์เดียว
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินต่างๆ ตกเป็นจำเลยอีกครั้ง เมื่ออียูแสดงท่าทีตอบโต้อย่างแข็งกร้าว หลัง 3 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในสัปดาห์เดียว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน หรือบรรดา Credit Rating Agencies ต่างๆ ตกเป็นจำเลยอีกครั้ง เมื่อสหภาพยุโรปแสดงท่าทีตอบโต้อย่างแข็งกร้าวหลังจากที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินเหล่านี้ลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศในกลุ่มยูโรโซนถึง 3 ประเทศในช่วงเวลาเพียงสัปดาห์เดียว นั่นคือ กรีซ โปรตุเกส และสเปน
การกระทำเช่นนี้แม้จะเป็นการย้ำเตือนถึงความง่อนแง่นทางการเงินของประเทศเหล่านั้น แต่อีกด้านหนึ่งคือการบั่นทอนความน่าเชื่อถือโดยรวมของสหภาพยุโรป เพราะทั้งสามประเทศเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร การลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินแม้เพียงประเทศเดียวก็ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเงินยูโรแล้ว ประสาอะไรกับการลดระดับถึง 3 ประเทศในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดสหภาพยุโรปจึงหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการตัดสินใจปรับอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเหล่านั้น
ปีเตอร์ โบฟิงเกอร์ ที่ปรึกษาอิสระด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเยอรมนี กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Welt ว่า “เราไม่ได้ปล่อยให้สวัสดิภาพของยุโรปขึ้นอยู่กับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ”
แม้กระทั่ง โดมินิก สเตราส์คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ยังตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกันว่า การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเหล่านี้อิงกับทัศนะของนักลงทุนมากกว่าข้อมูลเชิงสถิติ ซึ่งทำให้ความถูกต้องของการจัดอันดับเป็นสิ่งที่น่ากังขา
“นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่ควรเชื่อในสิ่งที่บริษัทเหล่านี้กล่าวจนมากเกินไป” สเตราส์คาห์น กล่าว
นี่คือเสียงสะท้อนของบุคคลชั้นนำในวงการการเงินและเศรษฐกิจของโลก ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปรากฏการณ์การปฏิเสธบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน แต่นับเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงินแสดงท่าทีเช่นนี้
การปฏิเสธการและตั้งคำถามต่อ “ความน่าเชื่อถือ” ของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากวิกฤตการเงินระเบิดขึ้นในสหรัฐ แต่ในครั้งนั้นการตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินเหล่านี้เป็นการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เนื่องจากสถาบันการเงินหลายแห่งถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงเกินไป ทั้งๆ ที่ทุ่มเงินมหาศาลไปกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงจนกลายเป็นหายนะในที่สุด
ครั้งนั้นรัฐบาลและสภาคองเกรสของสหรัฐกระตือรือร้นที่จะจัดระเบียบบริษัทเหล่านี้ ด้วยข้อหาที่ว่าปราศจากมาตรฐานในการชี้นำนักลงทุน จนยังผลให้แมลงเม่าและรายใหญ่ทั้งหลายบินเข้ากองไฟอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และยังผลให้รากฐานทางการเงินของมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกต้องสั่นคลอนอย่างที่ยากจะเยียวยาได้
กรณีของยุโรปมีความแตกต่างออกไป ที่ยุโรปตั้งคำถามต่อบทบาทของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หาใช่เพราะความไม่โปร่งใสและการชี้นำตลาดแบบผิดๆ แต่เป็นเพราะบริษัทเหล่านี้กำลังทำให้ตลาดการเงินเกิดปฏิกิริยาหวั่นไหวต่อเสถียรภาพทางการเงินของสหภาพยุโรป และค่าเงินยูโรอันเป็นสกุลเงินหลักของโลก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียด แต่เป้าหมายของสหรัฐและสหภาพยุโรปตรงกัน นั่นคือความพยายามที่จะกำจัดบทบาทที่ออกนอกหน้าของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่ให้เป็น “มือที่สาม” ที่คอยสร้างความโกลาหลทางการเงินครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่า จนถึงวันนี้การจัดระเบียบบริษัทจัดอันดับทางการเงินก็ยังคงเป็นข้อเรียกร้องที่ปราศจากการปฏิบัติจริง เหมือนกับความกระตือรือร้นที่จะปฏิรูประบบการเงินของสหรัฐที่บัดนี้มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการนำมาตรการที่ผ่านสภาคองเกรสมาปฏิบัติจริง
เรื่องนี้ไม่เป็นที่สงสัยแต่ประการใด เพราะความคาดหวังที่จะเห็นสหรัฐยื่นมือเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบการเงินเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อสหรัฐกำหนดบทบาทของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรว่าเป็นรัฐที่จะไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยเด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นรัฐที่กำหนดตัวเองคล้ายกับภาคธุรกิจอยู่กลายๆ หรือเป็น Corporate State
อย่างไรก็ตาม กรณีของยุโรปต่างกันออกไป สหภาพยุโรปแม้จะสนับสนุนกลไกตลาดเหมือนสหรัฐ แต่ยุโรปมีทัศนะที่แตกต่างจากสหรัฐในเรื่องการปล่อยให้ระบบตลาดเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ เพราะการทำเช่นนั้นจะเปิดโอกาสให้เชื้อร้ายแทรกซึมเข้ามาอย่างง่ายดาย
โดยสรุปก็คือ ยุโรปเลือกที่จะแทรกแซงตลาดในบางแง่มุม มากกว่าเคร่งครัดในหลักการไม่แทรกแซงตลาดในแบบสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ความปรารถนาของยุโรปที่จะจัดระเบียบบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินมีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูงกว่ากรณีของสหรัฐ
พิจารณาได้จากน้ำเสียงที่จริงจังของ กุยโด เวสเทอร์เวลล์ และมิเชล บาร์นิเยร์ ประธานคณะกรรมาธิการตลาดและบริการภายในของยุโรปที่กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่สหภาพยุโรปควรจะมีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตนเอง
เวสเทอร์เวลล์ กล่าวว่า อียู ควรตอบโต้การทำงานของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้วยความพยายามของตัวเอง พร้อมชี้ว่าบริษัทจัดอันดับเหล่านี้อาจมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินผ่านการจัดอันดับ
ขณะที่ บาร์นิเยร์ กล่าวว่า ผมรู้สึกตกใจกับการลดระดับความน่าเชื่อถือของกรีซด้วยวิธีการที่โหดร้ายเช่นนี้ ผมจะไม่แสดงความเห็นต่อผลที่ออกมา แต่ผมเห็นว่าการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศหนึ่งๆ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบมากกว่านี้
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับถ้อยคำของ บาร์นิเยร์ คือ การกล่าวถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของยุโรปแทนที่ “บริษัทสัญชาติอเมริกัน”
การกล่าวเช่นนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของยุโรปต่อสหรัฐ หรือยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่ชัดเจนก็คือการกล่าวเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการกล่าวว่า “บริษัทสัญชาติอเมริกัน” เป็นตัวปัญหาสำหรับระบบการเงินยุโรป ซึ่งในจุดนี้แม้แต่รัฐบาลสหรัฐก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะ “บริษัทสัญชาติอเมริกัน” เคยเป็นเป้าที่รัฐบาลมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เช่น คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าสหรัฐหรือยุโรปฝ่ายไหนจะเป็นผู้ที่ลงดาบบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือก่อนกัน
เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ การตอบคำถามให้ได้ว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินมีความจำเป็นเพียงใดต่อระบบการเงิน และหากต้องการปฏิรูปบริษัทเหล่านี้จะต้องปฏิรูปในจุดใด?
ยุโรปอาจใช้สูตรเดียวกับสหรัฐในการจัดระเบียบบริษัท Credit Rating ซึ่งเปิดทางให้นักลงทุนสามารถฟ้องร้องบริษัทเหล่านี้ได้หากพบว่ามีการจัดอันดับที่เลื่อนลอยจนเกินไป และอาจต้องจดทะเบียนกับคณะกรรมาธิการตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ทั้งหมดก็เพื่อบังคับให้บริษัทประเภทนี้มีความโปร่งใสมากขึ้น
แต่ดูเหมือนว่าท่าทีของฝ่ายยุโรปจะไม่คิดใช้สูตรการแก้ปัญหาของสหรัฐ เพราะน้ำเสียงที่ออกมายุโรปแสดงท่าทีอย่างจริงจังว่า อีกไม่นานบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินอาจสูญสิ้นพื้นที่ในยุโรป หากมีการจัดตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตนเองที่ “น่าเชื่อถือ” กว่าบริษัทจากต่างแดน
Credit Rating Agencies มีทางเลือกเดียวในสถานการณ์เช่นนี้ คือ ทบทวนกระบวนการของตนเอง หรือไม่ก็ต้องพบกับปราการที่กำลังก่อขึ้นมาปิดล้อมโดยสหภาพยุโรป
ผู้ที่กำลังประกาศกับชาวโลกว่าเป็นเหยื่อรายล่าสุดของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน







