
การแสดงออกทางการเมืองขอให้ทำด้วย"ความรัก"และ"สติ"
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงมาก เมื่อวันก่อน ผมจึงได้ออกสารไปให้กับพี่น้องพนักงาน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ดังนี้
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงมาก เมื่อวันก่อน ผมจึงได้ออกสารไปให้กับพี่น้องพนักงาน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ดังนี้
สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาวเมย์แบงก์ กิมเอ็งที่รักทุกท่าน
ช่วงนี้มีความร้อนแรงทางการเมืองสูง มีการเรียกร้องให้ประชาชนแสดงออกทางการเมืองมากมาย หลายแนวทาง เรื่องแรก “การตัดสินใจลงทุน” ไม่ว่าเราแต่ละคน ลูกค้าแต่ละคนจะคิดอย่างไร ชอบทางใด การตัดสินใจลงทุนควรเป็นอิสระจากอุดมการณ์ของตัวเอง “อย่าให้อารมณ์ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุน” บทเรียนที่พี่เคยเห็นสมัยพฤษภาทมิฬ คือ มักจะเป็น “ข่าวดีสลับข่าวร้าย” ซึ่งจะว่าไป ข่าวดีของคนหนึ่ง อาจเป็นข่าวไม่ดีของอีกคน แต่พอคาดได้ว่ามักจะมีการสลับบทบาท สถานการณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การที่ลูกค้าจะไม่โถมสุดตัวน่าจะสำคัญ และตลาดลงก็อาจมีจังหวะให้ซื้อตอนตกใจ และตลาดขึ้นก็อาจมีจังหวะให้ขายทำกำไรบ้าง
พี่อยากให้พี่น้องมองสถานการณ์แบบ Positive Thinking ถ้าเรามองลึกไปถึงหัวใจ ในระดับเราประชาชน ไม่ว่าเราจะอยู่ข้างไหน เรารักประชาธิปไตย เรารักชาติ เรารักพี่น้องไทยไม่อยากให้แบ่งแยกกัน เรารักความถูกต้องชอบธรรม ไม่ว่าแต่ละคนจะมองจากมุมใด ความรักกันบนความแตกต่าง คือความงดงามของประชาธิปไตย
ดังนั้น ที่สำคัญ ในการแสดงออกทางการเมืองใดๆ ขอให้แสดงออกด้วย “ความรัก” รักชาติ รักพี่น้อง รักความถูกต้อง รักความชอบธรรม รักประชาธิปไตย รักที่จะเก็บแผ่นดินไทยแผ่นดินทองให้ลูกหลาน ไม่ใช่ออกมาด้วย “ความเกลียดชัง” ไม่ว่าจะเกลียดเขา หรือเกลียดใคร
เพราะถ้าเรามาด้วยความรัก เราจะมีความสุขใจที่ได้ทำความดี เราจะมีความเอื้ออาทรต่อกัน พระเจ้าทรงประทานให้เรามี 2 หู แต่ 1 ปาก เพื่อให้เรา “ไวในการฟัง และพูดด้วยปัญญาและความรัก” แต่ถ้าเรามาด้วยความเกลียดชัง เราจะมีแต่ความโกรธ และความทุกข์
ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าแนวความคิดจะแตกต่าง ต้องไม่ให้ความเป็นพี่น้องเมย์แบงก์ กิมเอ็งของเรารักกันน้อยลงไป
จะว่าไป ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ไม่ว่าแนวความคิดจะแตกต่าง ต้องไม่ให้ความเป็นพี่น้องไทย รับพระคุณแผ่นดินแม่ร่วมกันของเราทุกคน ได้รักกันน้อยลงไป
อยากจะสรุปด้วยความรักและห่วงใยว่า การแสดงออกทางการเมือง และการประเมินสถานการณ์เพื่อการแนะนำการลงทุน ขอให้ทำด้วย “ความรัก” และด้วย “สติ” ครับ
ด้วยความรักและปรารถนาดีครับ
ผมค่อนข้างเชื่อว่า การชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้ ดูจะดีกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะบุคลากรมีการพลิกบทบาท ดังนั้น ดูเหมือนว่าแต่ละฝ่ายจะได้บทเรียนจากครั้งที่แล้ว
ผู้ดูแลความสงบครั้งที่แล้ว ได้กลายเป็นผู้นำสำคัญคนหนึ่งของม็อบ ดูจะมีความเรียบร้อย พูดจาเสมอว่า “จะไม่มีการเผา” ต่างกับอดีต เพราะครั้งนี้ไม่มีการบอกว่า “ให้ติดขวดแก้วคนละขวด...เผากรุงให้ราบ...เผาศาลากลาง” อีกเลย
ผู้นำม็อบครั้งที่แล้ว ที่เคยบอกว่า “อย่าทำให้ตกใจนะ...พวกเราตกใจง่าย...และเวลาที่เราตกใจ อย่าวิ่งเข้าหาผงซักฟอกนะ...ให้วิ่งเข้าหากระเป๋าแพงๆ” ปัจจุบันกลายเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลการค้าขายในประเทศ ก่อนที่จะนัดม็อบเสื้อแดงออกมาอีกรอบ ก็มีการนัดหมายพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้วด้วย
ดังนั้น ประชาชนน่าจะสบายใจได้อย่างไร้กังวลว่า ม็อบสายไหนๆ ในครั้งนี้ น่าจะไม่ได้มากับไฟอีกแล้ว (ฮา)
ในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ดูจะมีความรักในธงไตรรงค์ ฝ่ายหนึ่งใช้แสดงเป็นสัญลักษณ์ “ทวงคืนประเทศไทย” อีกฝ่ายก็จะขอทวงธงชาติกลับคืนมา เพราะไม่ควรเป็นสัญลักษณ์ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องดี ที่ทุกฝ่ายจะรักธงชาติไทย จะว่าไป ถ้าทุกกลุ่มชูธงชาติไทย ก็จะได้แสดงความรักชาติอย่างแท้จริง ไม่อยากที่จะต้องแบ่งซ้ายแบ่งขวา แบ่งสีแบ่งฝ่าย
ถ้าเรารู้ว่า พี่น้องไทยแม้คิดไม่เหมือนกัน แต่ก็เป็นพี่น้องไทย รับพระคุณแผ่นดินแม่เหมือนกัน ก็ไม่ควรมีเหตุให้ไม่รักกัน และไม่ควรที่ใครจะยุให้พี่น้องไทยตีกัน หรือข่มเหงกันอยู่แล้ว
หากพี่น้องไทยที่คิดว่าเห็นต่างกัน ก็ควรที่จะเปิดใจพูดจาและรับฟังกัน ด้วยความรัก ให้เข้าใจถึงความจริงที่ตรงกัน และเคารพความเห็นของกันและกันแม้ว่าอาจจะต่างกัน
ครอบครัวผม ก็เป็นดังครอบครัว “ระดับไพร่” มาตั้งแต่เด็ก เคยได้ยินคุณแม่เล่าให้ฟังว่า ตอนคุณแม่เล็กๆ อายุ 2 ขวบ เกือบต้องถูกขาย เพื่อเอาเงินมารักษาคุณตา ต้องขอบคุณคุณลุงที่ได้ทักท้วงไว้
ผมเองก็เคยต้องเร่งหาเงินช่วยครอบครัวแต่เด็ก ด้วยการสอนหนังสือตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่เพราะแผ่นดินนี้มีพระคุณมากมาย ไม่ได้ทำให้ “ไพร่” อย่างผมต้องถูกปิดกั้นให้ลำบากแต่อย่างใด เป็นแผ่นดินแห่งโอกาส เป็นแผ่นดินแห่งพระคุณล้นเหลือในชีวิตจริงๆ จึงไม่อยากเห็นใครใช้มุข “อำมาตย์ไพร่” มาสร้างความเท็จใส่ร้ายแผ่นดินแม่ ทำให้คนมากมายรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตกันมากเกินไปด้วยความเข้าใจที่ไม่จริงอีกเลย
ถ้าหากคนรุ่นเราได้คำนึงถึงประเทศชาติในระยะยาว คิดอย่างรับผิดชอบว่า
“เราไม่ได้มอบแผ่นดินให้ลูกหลานเป็นมรดก
...แต่เราขอยืมแผ่นดินของลูกหลานมาใช้ในรุ่นเรา”
เราจะเก็บแผ่นดินแบบไหนให้ลูกหลาน คงเหลือทรัพยากรให้ลูกหลานเพียงใด? สะสมหนี้ให้รุ่นลูกหลานมากน้อยเพียงใด? รักษาความรู้รักสามัคคีในบ้านเมืองระดับใด? รักษาหลักคุณธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม และนิติธรรมไปถึงรุ่นลูกหลานเราอย่างไร?
ถ้ารุ่นเรายังคิดกันอย่างดี ในทางสว่าง เราก็คงจะร่วมกันรักษาบ้านเมืองให้เป็น “แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” สำหรับรุ่นลูกหลานของเราได้สำเร็จอย่างภาคภูมิใจร่วมกันครับ







