
2050 น้ำท่วงกรุงเทพฯ '2050' Flood in Bangkok
....พิริยะ ผลพิรุฬห์
นอกเหนือจากอุณหภูมิทางการเมืองที่ค่อนข้างจะร้อนแรงในเดือนนี้แล้ว เดือน เม.ย.ที่ผ่านมายังเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดในรอบปีด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแต่เพียงในประเทศไทย แต่ปรากฏการณ์โลกร้อนยังปรากฏในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศบราซิล อย่างนครรีโอเดจาเนโรเองก็เพิ่งประสบกับปรากฏการณ์คลื่นความร้อนที่ส่งผลทำให้อุณหภูมิสูงถึง 46 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดในรอบ 50 ปี
ปัญหาของภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบ (ทางลบ) ต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายมิติ โดยในกรณีของประเทศไทย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเห็นได้ชัดต่อการลดลงของผลิตภาพในภาคเกษตรกรรมเป็นสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปจะเกิดกับคนภาคชนบท ในขณะที่ผลกระทบต่อประชากรที่อยู่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครยังได้รับการศึกษาค่อนข้างน้อยมาก เนื่องจากเป็นการยากที่จะวัดผลกระทบดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี ผมได้อ่านงานศึกษาชิ้นหนึ่งที่พยายามวิเคราะห์ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิกับการเกิดน้ำท่วมในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล พบว่า
1.ในปี 2050 ระดับอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.21.9 องศาเซลเซียส ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 23 ในขณะที่ระดับน้ำทะเลจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.190.29 เมตร
2.การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิความร้อนและระดับน้ำทะเลซึ่งจะทำให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร และ จ.สมุทรปราการ จะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 ระหว่างปี ค.ศ. 20082050 นอกจากนี้ ประมาณร้อยละ 7 ของพื้นที่ดังกล่าวจะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวนานกว่า 1 เดือน โดยพื้นของกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหามากกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการป้องกันน้ำท่วมที่ยังไม่ดีพอ
ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยตรงกับคนกรุงเทพฯ ก็คือ
1.ประชากรกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ จะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วม โดยประมาณ 1 ใน 8 ของคนที่ได้รับผลกระทบนี้จะอยู่ในกลุ่มของคนที่มีฐานะยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน (Poverty Line) โดยประมาณ 1 ใน 3 ของกลุ่มคนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมนี้จะต้องเผชิญกับระดับน้ำที่สูงกว่าครึ่งเมตรเป็นเวลา 1 เดือนเป็นอย่างน้อย พื้นที่ที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ เขตบางขุนเทียน พระสมุทรเจดีย์ และ จ.สมุทรปราการ
2.น้ำท่วมในปี 2050 จะสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ โดยงานศึกษาได้คาดว่าประเทศไทยจะต้องเสียหายจากน้ำท่วมนี้ถึง 35,000 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 148,000 ล้านบาท ในปี 2050
3.น้ำท่วมในปี 2050 จะสร้างความเสียหายแก่อาคารและสิ่งปลูกสร้างในกรุงเทพมหานคร และ จ.สมุทรปราการ โดยน่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 300,000 ยูนิตในเขตตะวันตก และมีการประมาณการสูญเสียนี้ถึง 314,000 ล้านบาท
4.น้ำท่วมในปี 2050 จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อมาถึงการลดลงของระดับเม็ดเงินที่มีการสะพัดในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะเกิดการสูญเสียประมาณ 10,000 ล้านบาท ในภาคอุตสาหกรรม
นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ อากาศที่ร้อนอบอ้าวยังส่งผลกระทบทางสังคม อย่างความหงุดหงิดของอารมณ์ การเจ็บไข้ได้ป่วย (จากโรคที่ติดต่อจากน้ำท่วม) การขาดแคลนอาหาร การไร้ที่อยู่อาศัย ปัญหาอาชญากรรม หรืออาจรวมไปถึงการเสียชีวิต ซึ่งจะเป็นการยากที่จะประเมินผลเสียทางสังคมดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาระบบการป้องกันน้ำท่วม โดยเฉพาะในเขตตะวันตกของกรุงเทพมหานคร รวมไปถึงการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งภาครัฐจำเป็นที่จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้อย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน m
ที่มา : Climate Change Impact and Adaptation Study for Bangkok Metropolitan Region, Project jointly produced by the World Bank, Asian Development Bank (ADB), and Japan Bank of International Corporation (JBIC).







