posttoday
'คึกฤทธิ์' พูด

'คึกฤทธิ์' พูด

03 พฤษภาคม 2553

....ม.ร.ว.ปรีดิยาะร เทวกุล

สัปดาห์ที่แล้ว มีหนังสือใหม่ออกมาเล่มหนึ่ง คือ คึกฤทธิ์พูด : วรรณกรรมกับสังคม ซึ่งมูลนิธิ โดยมีรองศาสตราจารย์ จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรวบรวมเนื้อหาที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดไว้เกี่ยวกับวรรณกรรมของไทยในโอกาสต่างๆ ได้ครบถ้วนโดยเก็บรักษาไว้ได้

ทุกคำพูด หนังสือเล่มนี้เป็น 1 ใน 5 เล่มของหนังสือชุด “คึกฤทธิ์พูด” ซึ่งจัดแบ่งเป็นกลุ่มเป็น 5 เล่ม พระพุทธศาสนา ศิลปะการแสดง ฯลฯ โดยมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 จัดทำหนังสือชุดนี้เพื่อระลึกถึงท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ในโอกาสที่ท่านจะมีอายุครบ 100 ปี ในเดือน เม.ย. ปีหน้า และจะทยอยพิมพ์ออกจำหน่ายตลอดปีนี้และต้นปีหน้าให้เสร็จครบชุดก่อนวันที่ 20 เม.ย. 2554

เล่มแรกคือ คึกฤทธิ์พูด : วรรณกรรมกับสังคม เพิ่งพิมพ์เสร็จเป็นลักษณะพ็อกเกตบุ๊กและเตรียมที่จะวางขายในร้านหนังสือทั่วประเทศในเดือน พ.ค.นี้

ผมมีโอกาสได้อ่านระหว่างพักผ่อนปลายสัปดาห์ ต้องเรียนว่าอ่านแล้ววางไม่ลงเหมือนกับหนังสือที่ท่านเขียนที่ผมเคยอ่านตั้งแต่เด็ก ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคนที่พูดให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย ชัดเจนไม่กำกวมด้วยภาษาที่ใช้สนทนากันตามปกติ ท่านไม่ใช้คำบาลีที่ยุ่งยากเพื่อให้ดูโก้เก๋แต่ใช้คำจากการสนทนาประจำวันที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย

ความเชี่ยวชาญของท่านอยู่ที่การใช้คำที่มีความหมายเหมาะสมกับเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอดได้อย่างชัดเจนที่สุด คำเหล่านั้นลื่นไหลออกมาโดยไม่ต้องหยุดนึกคิดตลอดระยะเวลาที่ท่านถ่ายทอดความรู้ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่รองศาสตราจารย์ จักรกฤษณ์ ดวงพัตรา เขียนไว้ว่า ท่านมีลักษณะเฉพาะตัวในการสื่อสารที่ได้รับยกย่องว่าเป็น “นายของภาษา” และปรากฏเป็นข้อเท็จจริงจากผู้รวบรวมข้อความจากการพูดของท่านในโอกาสต่างๆ ว่า เพียงแต่ถอดเทปและจดบันทึกให้ครบทุกคำพูดก็จะได้บทความที่มีความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องแก้ไขหรือขัดเกลาคำพูดหรือบทพูดตอนใดเลย

บทพูดของท่านไม่วกวนหรือพูดซ้ำจำเจที่ชวนให้สับสนหรือน่าเบื่อแต่อย่างใด ประโยชน์ประการสำคัญที่ได้จากบทพูดของท่านก็คือความรู้ในหัวข้อเรื่องที่นำเสนอ ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของตัวท่านเองหรือเกิดจากความช่างสังเกตของท่านเองผสมกับความฉลาดปราดเปรื่องในการวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสมกับเหตุการณ์

ท่านพูดเรื่องการฟื้นฟูวรรณกรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 ไว้ว่า “เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกทำลายลง ทุกอย่างที่เป็นสมบัติของเราก็ถูกทำลายหมด รวมทั้งวรรณคดีและหนังสือต่างๆ ที่เก็บเอาไว้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดียิ่งถูกไฟไหม้แล้วเป็นอันว่าหมดกัน

เพราะฉะนั้น ปัญหาที่พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นใหม่ในกรุงรัตนโกสินทร์ต้องทรงพิจารณาก็คือว่า ประเทศไทยเราสูญเสียทุกด้านและในทางศิลปวัฒนธรรมตลอดจนวรรณกรรมนั้นสูญเสียมากเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงฟื้นฟูทั้งหมด ศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมนั้นทรงฟื้นฟูเท่าที่มีในกรอบ คือเรียกว่าเป็นหนังสือประจำพระนครหรือหนังสือคู่บ้านคู่เมืองที่รู้จักกันปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้แก่เรื่องรามเกียรติ์ บทละครเรื่องอุณรุทเรื่องอิเหนาเล็กอิเหนาใหญ่ แล้วก็เสภาขุนช้างขุนแผนและอาจมีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่เราลืมกันแล้ว”

เกร็ดความรู้อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านชี้ให้เราเห็นวิธีแก้ปัญหาของกวีโบราณในการทำวรรณคดีที่แต่งออกมาแล้วให้เข้าถึงคนที่อ่านหนังสือไม่ออกซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ “ด้วยการแต่งเป็นบทละคร มีปี่พาทย์ลาดตะโพน มีละครออกมารำ จูงใจให้ออกมาดู และท่านก็ร้องวรรณคดีให้ฟัง ร้องแล้วก็ร้องอีก ร้องซ้ำร้องซาก ร้องแล้วมีทวน ร้องได้คำกลอนหนึ่งซ้ำได้อีกหน เพื่อจะให้ (ผู้ดูและฟัง) เข้าถึงได้เข้าหูเข้าใจ ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ อย่างละครร้องร่าย (รำ) น่ะซ้ำแล้วซ้ำอีก ตาก็ได้ดูเห็นความสวยความงามแต่หูวรรณคดีเข้าอยู่ตลอด

บทละครทุกเรื่องเป็นอย่างนี้แล้วก็มีการพากย์หนัง พากย์โขน คือกาพย์เรื่องรามเกียรติ์นี้เป็นวรรณคดีชั้นสูง ถ้าลองอ่านดูจะเห็นว่ามีความไพเราะ มีความประณีตมาก แต่ที่จะให้คนเข้าถึง ชาวบ้านเข้าถึง ท่านก็ต้องยกจอหนัง (หนังใหญ่หรือที่เรียกอีกอย่างว่าหนังตะลุง) และก็วาดภาพคำกาพย์เหล่านี้ขึ้น ...บทพากย์หนังนั้นต่อมานำคนมาเล่นเป็นโขน เขาเอาคนออกมารำจริงๆ

หนังและโขนก็คือการแสดงวรรณคดีให้เข้าถึงคนในสังคมที่อ่านหนังสือไม่ออก”

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องประเทืองปัญญาอื่นๆ อีกมาก สุดจะบรรยายได้หมด อรรถรสที่เราได้ควบคู่กันไปกับเรื่องความรู้ก็คือ

ความอิ่มเอมที่ได้อ่านสำนวนภาษาไทยที่ถูกต้องเหมาะเจาะกับเนื้อหาแต่ละตอนเป็นสำนวนภาษาที่เราสามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีได้จริงๆ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างก็คงจะลอกมาให้ดูได้ทั้งเล่ม

นอกจากประเทืองปัญญาแล้วบทพูดของท่านยังทำให้ประเทืองอารมณ์อีกด้วย โดยเฉพาะตอนที่ตอบคำถามผู้ฟังท่านมีวิธีหักมุมด้วยอารมณ์ขันที่เหมาะกับยุคสมัย เช่นเมื่อมีผู้ถามว่า “แก่นของเรื่องขุนช้างขุนแผนคืออะไรแน่ บางท่านคิดว่าคือ ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์’ บางท่านคิดว่าควรเป็น ‘ชีวิตเป็นอนิจจัง’

แต่สำหรับท่านอาจารย์คิดว่า ‘ข้าราชการควรจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และแผ่นดิน’ อย่างไหนควรจะถูกต้อง?”

ท่านก็ตอบว่า “ผมก็พูดได้แต่ความเห็นของผม ผมบอกว่าแก่นของเรื่องขุนช้างขุนแผนน่ะคือเอกสารทางการเมืองสอนไม่ให้ทหารคิดกบฏ ก็มีเท่านั้น (แล้วก็หักมุมว่า) เขียนขึ้นเพื่อป้องกันปฏิวัติรัฐประหารบ่อยๆ”

อีกตอนหนึ่งที่ผมชอบมากคือตอนที่ผู้ฟังลุกขึ้นมาสรรเสริญท่านซึ่งจบลงด้วยข้อความที่ว่า “...ดิฉัน ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจึงมีบุคคลสำคัญกล่าวว่า คนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดก็คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ค่ะ”

ท่านก็ตอบด้วยสำนวนโวหารผสมอารมณ์ขันว่า “ขอบพระคุณครับ นี่แหละมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไอ้ผมมันมีกรรมไปไหนก็เที่ยวไปประทับหัวใจคน เกิดมาเป็นตรายางหรือชาติก่อนคงเป็นตรายางไปไหนก็ประทับใจกันเรื่อย ประทับไปประทับมาก็จะเกณฑ์ให้เป็นนายกฯ ทุกที พอเป็นก็เลิกประทับไปไหนก็ด่าให้ ไม่เอาละครับ”

นอกจากอารมณ์ขันแล้วบทพูดของท่านยังมีอารมณ์สัปดนที่เกิดจากวรรณกรรมไทยซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติโดยแท้ เป็นอารมณ์ที่ไม่ได้สร้างด้วยคำที่หยาบคายโดยใช้คำธรรมดาแท้ๆ แต่เมื่อประกอบเป็นคำกลอนแล้วได้อารมณ์ดีจริงๆ หญิงอ่านได้ชายอ่านดี หาอ่านเอาเองนะครับ เล่มละ 100 บาทเท่านั้น คงจะวางบนแผงหนังสือทั่วประเทศกลางเดือน พ.ค.นี้ m

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท