posttoday
ที่มาของ “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน”

ที่มาของ “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน”

25 พฤศจิกายน 2556

ความหมายของ “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน” นั้นอาจหมายถึง รายได้ที่ไม่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ได้ทุ่มเทความพยายามทั้งสติปัญญา กำลังกายและกำลังเงินในระยะเริ่มแรกเข้าไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเข้าไปทำงานเป็นประจำ เพียงแต่คอยดูแลให้รายได้นั้นๆ ยังคงหลั่งไหลเข้ามาเท่านั้น

ความหมายของ “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน” นั้นอาจหมายถึง รายได้ที่ไม่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ได้ทุ่มเทความพยายามทั้งสติปัญญา กำลังกายและกำลังเงินในระยะเริ่มแรกเข้าไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเข้าไปทำงานเป็นประจำ เพียงแต่คอยดูแลให้รายได้นั้นๆ ยังคงหลั่งไหลเข้ามาเท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจถึง “อิสรภาพทางการเงิน” อย่างแท้จริง ผมจึงอยากขอให้คุณผู้อ่านย้อนกลับมาดู “สมการแห่งความร่ำรวย” ซึ่งสมการที่ว่านั้นก็คือ

(รายได้จากการทำงาน+รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน)รายจ่าย = เงินออม

สมมติว่า เวลานี้คุณไม่ต้องการทำงานประจำและไม่อยากมีรายได้จากการทำงานอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น ในสมการใหม่นี้รายได้จากการทำงานจะเป็นศูนย์นั่นคือ

รายได้ที่ไม่ต้องทำงานรายจ่าย =เงินออม

จากสมการนี้คุณก็จะสามารถแบ่งกรณีที่จะเกิดขึ้นได้ออกเป็น 3 กรณีด้วยกันคือ

กรณีที่หนึ่ง เงินออมต่อเดือนน้อยกว่า...ศูนย์

สมการที่ออกมาก็คือ รายได้ที่ไม่ต้องทำงานต่อเดือนรายจ่ายต่อเดือน < 0

นั่นหมายความว่า รายได้ที่ไม่ต้องทำงานต่อเดือนมีค่าน้อยกว่ารายจ่ายต่อเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในแต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายเกินรายได้ ทำให้ต้องนำเงินออมที่เก็บไว้ออกมาใช้ด้วย ซึ่งเป็นสภาพที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง

กรณีที่สอง เงินออมต่อเดือนเท่ากับศูนย์

ทุกเดือนที่ผ่านไป...ไม่มีเงินเหลือไว้ให้เก็บออมเลย สมการที่ออกมาก็คือ

รายได้ที่ไม่ต้องทำงานต่อเดือนรายจ่ายต่อเดือน = 0

แสดงว่ารายได้ที่ไม่ต้องทำงานต่อเดือนมีจำนวนเงินพอๆ กับรายจ่ายต่อเดือน ก็จะทำให้ไม่สามารถมีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ กรณีนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออื่นๆ ก็จะทำให้เงินออมที่เก็บไว้มีแต่แนวโน้มที่จะลดลงได้ในอนาคต

กรณีที่สาม เงินออมมากกว่า...ศูนย์

สมการที่ออกมาก็คือ รายได้ที่ไม่ต้องทำงานต่อเดือนรายจ่ายต่อเดือน > 0

สมการนี้ หากคุณทำได้ก็แสดงว่าคุณได้เข้าถึง “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว ทุกเดือนที่ผ่านไป เมื่อรายได้ที่ไม่ต้องทำงานหักรายจ่ายแล้วยังมีเงินเหลืออีก ซึ่งจะทำให้ “เงินออมทั้งชีวิต” ของคุณเข้มแข็งพอที่จะให้ตัวคุณเองใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปจนกระทั่งถึงวันที่คุณต้องจากไป

ส่วนสุดท้ายที่เกี่ยวกับ “รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน” ก็คือ ที่มาของรายได้ที่ไม่ต้องทำงานจะมาจากเครื่องจักรสำคัญด้วยกัน 2 ตัว คือ

1.ธุรกิจแบบ “เครื่องพิมพ์แบงก์”

2.การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดที่สามารถจัดการความเสี่ยงได้

หนึ่ง ธุรกิจแบบ “เครื่องพิมพ์แบงก์”

หากคุณเปิดร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง แล้วไม่มีระบบจัดการที่ดี รวมถึงไม่มีบุคลากรที่ไว้วางใจได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คุณคงจะต้องเข้าร้านไปขายของเกือบจะ 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน เพราะกลัวว่าเงินที่ขายของได้อาจจะเกิดการรั่วไหล ร้านที่ว่านี้อาจจะขายดี แต่อาจจะกลายเป็น “ทุกขลาภ” ที่จะทำให้คุณเครียดไม่มีเวลาพักผ่อนและอาจไม่สบายได้

ผมมีตัวอย่างธุรกิจหนึ่งที่พอแสดงให้เห็นได้ว่ามันเป็น “เครื่องพิมพ์แบงก์” จริงๆ นั่นคือ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาที่ผมพูดถึงนี้ จะเป็นโรงเรียนกวดวิชาที่มีการสอนสดและการอัดเทป สิ่งที่อาจต้องเหน็ดเหนื่อยบ้างก็คือ การแสวงหาอาจารย์ยอดฝีมือมาทำการสอนท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่สูง แต่ถ้าอาจารย์เก่งจริง ไม่นานก็จะมีนักเรียนมาเข้าแถวสมัครเรียนกันเต็มไปหมด ส่วนเรื่องของระบบการเงิน ในปัจจุบันโรงเรียนกวดวิชาชื่อดังทั้งหลายมักจะใช้วิธีให้ผู้ปกครองหรือนักเรียนไปโอนเงินพร้อมๆ กัน เนื่องจากความต้องการที่นั่งเรียนสูงมาก เวลาเปิดให้โอนเงินได้ก็จะมีผู้คนหลั่งไหลไปตามสาขาธนาคารที่ให้บริการนั้นๆ จากนั้นเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ก็จะหลั่งไหลเข้าไปสู่บัญชีของเจ้าของโรงเรียนนั้นๆ อย่างไม่ตกหล่นแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียว

สอง การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ...ที่สามารถจัดการความเสี่ยงได้

สมมติว่าคุณเกษียณอายุในวันนี้พร้อมด้วยเงิน 10 ล้านบาท และคุณก็นำเงินทั้งหมดไปซื้อลอตเตอรี่ ด้วยความหวังว่าจะถูกรางวัล ในที่สุดคุณก็ถูกรางวัลจริงๆ และได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 20 เท่า จากเงิน 10 ล้านบาท ที่มีอยู่ก็กลายเป็นเงิน 200 ล้านบาท ตัวอย่างนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการลงทุนโดยการซื้อลอตเตอรี่ดังกล่าวนั้นไม่น่าจะมีโอกาสถูกรางวัลได้มากนัก และมีโอกาสที่จะสูญเสียเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิต 10 ล้านบาท นั่นแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในลักษณะนี้เป็น “การลงทุน...ที่ไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้”

ถ้าเป็นเช่นนั้น...ก็เปลี่ยนใหม่นำเงินไปฝากประจำที่ธนาคาร โดยได้ดอกเบี้ย 3% ได้รับดอกเบี้ยประมาณปีละ 3 แสนบาท หรือตกเดือนละ 2.5 หมื่นบาท การลงทุนในลักษณะนี้...ความเสี่ยงต่ำมาก แต่ดอกผลที่ได้มาเดือนละ 2.5 หมื่นบาท ก็ไม่รู้จะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ ลักษณะนี้จึงเป็น “การลงทุน...ที่สามารถจัดการความเสี่ยงได้...แต่ไม่ดีที่สุด”

แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านนำเงินครึ่งหนึ่ง 5 ล้านบาท ไปลงทุนซื้อตราสารหนี้บริษัทขนาดใหญ่หรือรัฐวิสาหกิจ และนำเงินอีกครึ่งหนึ่งคือ 5 ล้านบาท ที่เหลือไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินดี โดยได้ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนทั้งสองส่วนประมาณ 6% โดยในปีแรกก็จะได้รับผลตอบแทน 6 แสนบาท หรือตกเดือนละ 5 หมื่นบาท การลงทุนในลักษณะนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น “การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด...ที่สามารถจัดการความเสี่ยงได้”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์