
Next Thailand...
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป...???
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป...???
เราเคยภาคภูมิใจในความเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ครัวของโลก แต่สินค้าเกษตรของเราหลายรายการถูกกีดกันด้วยเรื่องมาตรฐาน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันก็กลายมาเป็นคู่แข่ง
เราเคยภาคภูมิใจกับยิ้มสยาม จุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมาเยือน แต่นอกจากสถิติอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลกมากขึ้นๆ เช่นกัน
เราภาคภูมิใจกับสังคมที่มีน้ำใจอันดีงามต่อกัน สังคมที่มีพุทธศาสนาโน้มนำและยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ผู้คนในสังคมของเราทำร้ายกันได้เพราะปัญหาจราจร
การทุจริตเกิดขึ้นในแทบทุกวงการ ทุกระดับชั้น คนหาเช้ากินค่ำระดับรากหญ้า ยอมจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่เพื่อวางของขายบนทางเท้า ทั้งที่รู้ว่าละเมิดสิทธิของคนเดินถนน ชนชั้นกลางยอมจ่ายเงินให้ตำรวจจราจร เพื่อไม่ต้องเสียเวลาไปจ่ายค่าปรับที่โรงพัก เจ้าของกิจการจ่ายใต้โต๊ะเพื่อการออกใบอนุญาตที่รวดเร็ว
เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทุจริตหรือเราเองที่ส่งเสริมให้เกิดการทุจริต เพียงเพราะความเห็นแก่ที่จะได้ความสะดวก โดยไม่คำนึงถึงว่าบรรทัดฐานจริยธรรมที่ถูกทำลายลงไปนั้นจะก่อปัญหาที่ร้ายแรงและเรื้อรังอีกสักขนาดไหน
เราเชื่อมั่นในความเป็นดินแดนอันร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรง แต่เราก็บุกร้างถางป่า คนจนทำไร่เลื่อนลอย ตัดโค่นแผ้วถางทำกินเลี้ยงชีวิตวันต่อวันขยายออกไปเรื่อยๆ คนชั้นกลางก็ปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว วาดหวังว่าราคาที่พุ่งสูงจะช่วยสร้างฐานะให้มั่นคงขึ้น ครั้นราคาตกต่ำก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนำเงินภาษีของคนส่วนใหญ่มาช่วยเหลือ
กลุ่มนายทุนก็รุกที่อุทยานสร้างโรงแรม รีสอร์ท สนามกอล์ฟ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ทำลายระบบนิเวศวิทยา อุทกภัย ดินโคลนภูเขาถล่ม คลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ก็กลับมาส่งผลกระทบกับเราเองด้วยแนวโน้มที่จะยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น
เรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากว่า 75 ปี แต่พัฒนาการทางการเมืองการปกครองก็ยังไปไม่ถึงไหน นั่นเกิดจากอะไร
หรือเราไม่เคยรู้จักและยิ่งไม่เข้าใจปรัชญาของประชาธิปไตย
เราเหยียดหยามผู้เห็นต่างในทางการเมือง เปรียบเปรยเหมือนสัตว์ที่ใช้แรงงาน เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าที่จับต้องได้มากความถูกต้อง โดยที่เราอาจหลงลืมไปว่าตลอด 50 ปีที่เราพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากเห็นเขาเป็นผู้ผลิตข้าวปลาอาหารและแรงงานราคาถูกแล้ว เราได้มีส่วนช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติกลุ่มนี้ของเราอย่างไรบ้าง
ครั้งหนึ่งเราหงุดหงิดกับขบวนคนจนผู้ทุกข์ยากที่เข้ามาเรียกร้องความช่วยเหลือที่เป็นธรรมจากรัฐ แต่สังคมเมืองหลวงมองเขาเป็นปัญหาที่ทำให้รถติด
แต่แล้ววันหนึ่ง คนเมืองหลวงที่ไม่พอใจการเมืองก็ฮือกันเดินขบวน ปิดถนน เป่านกหวีดตะโกนขับไล่รัฐบาล
เรา สังคมไทยของเรา เป็นประชาธิปไตยแบบไหนกัน ถึงได้ตีค่าการเรียกร้องความเป็นธรรมของคนในสังคมเดียวกันได้หลายมาตรฐานเช่นนี้
76 ปีที่ผ่านมา ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาการเมืองการปกครองและสังคมได้ดี ก็คงต้องยอมรับว่า ใช่แค่นักการเมืองที่เราก่นด่าประณามเท่านั้น แต่รวมถึงตัวเราด้วยเช่นกันที่ไร้ความสามารถจะพัฒนาสังคมให้ดีกว่านี้
หรือเราขาดแรงบันดาลใจทางสังคม นับแต่สิ้นยุคสงครามเย็น ประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเสรีดูเหมือนจะผูกขาดการเป็นตัวแบบการพัฒนาอย่างเบ็ดเสร็จ อุดมการณ์สังคมนิยมที่เคยเป็นคู่ขับเคี่ยวมายาวนาน หมดสิ้นพลังที่จะสร้างความใฝ่ฝัน การสร้างสรรค์สังคมอีกต่อไป
การเมืองเป็นเพียงกลไก เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของสังคม การเมืองที่ใช้ระบบการปกครองควบคุมอย่างเข้มข้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสังคมนั้นยิ่งอ่อนแอ
รัฐบาลและสังคมอ่อนแอไม่ได้ แต่ต้องเข้มแข็งที่จะหนุนเสริมและถ่วงดุลกันและกัน
เพียงแต่ที่ผ่านมาเราหลงฝากความหวังให้รัฐบาลนั้นเข้มแข็ง เพื่อจะเป็นธุระในการนำพาสังคม โดยที่เราไม่ต้องคิดและทำอะไร
เปลี่ยนตัวรัฐบาลแม้ไม่ง่าย แต่สิ่งที่ยากมากกว่านัก คือ เราจะสร้างสังคมของเรากันต่อไปอย่างไร พยายามวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิตเรา หรือทอดธุระให้รุ่นลูกหลานเป็นผู้เผชิญ
นี่มิใช่สิ่งที่จะคิดฝันกันแค่ชั่วข้ามคืน แต่ต้องคิดกันตลอดเวลา หากต้องการที่จะพัฒนาและสร้างสังคมแบบใหม่ให้กับประเทศไทย
ว่าแต่ว่า เรามองเห็นภาพอนาคตของประเทศไทยกันอย่างไร และเราต้องการให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ความภาคภูมิใจในอดีตกำลังถูกกัดกร่อน ความหวังในอนาคตเป็นอย่างไร???
นี่คือความท้าทายของประเทศไทย สังคมไทย ซึ่งไม่ว่าพอใจหรือไม่ ต้องการหรือไม่ เราก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้







