posttoday
มิตรมองมิตร 'บทเรียน' ตระกูลชินวัตร

มิตรมองมิตร 'บทเรียน' ตระกูลชินวัตร

24 พฤศจิกายน 2556

ช่วงเวลาเพียงเดือนเดียว แต่รัฐบาลเลี้ยวเข้าสู่เส้นโค้งอันตรายถึงสองโค้งยักษ์

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม/ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ช่วงเวลาเพียงเดือนเดียว แต่รัฐบาลเลี้ยวเข้าสู่เส้นโค้งอันตรายถึงสองโค้งยักษ์ โค้งหนึ่ง คือ กระแสต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งที่กลายสภาพเป็นยาเร่งวันหมดอายุขัยของรัฐบาล อีกโค้ง คือ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่งดับฝันโมเดล 200 สว.เลือกตั้งของ 312 สมาชิกรัฐสภา

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด แต่ทั้งสองเหตุการณ์ได้ทำหน้าที่ฉายภาพฉากการต่อรอง ต่อสู้ ยื้อยุดฉุดกระชากระหว่างสองขั้วอำนาจในสังคมไทยได้อย่างอล่างฉ่างที่สุดฉากหนึ่งในรอบ 7 ปี หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการจุดยืนฝ่ายเสื้อแดง วิเคราะห์สรุปบทเรียนจากสองเหตุการณ์ต่อพรรคเพื่อไทย พร้อมประเมินอนาคตอันใกล้ที่เขาเชื่อว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีกำลังมาถึงในไม่ช้า

อาจารย์พิชิต ชี้ว่า ขณะนี้ภัยคุกคามรัฐบาลชัดเจนที่สุดว่ามาจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ทิ้งระเบิดหลายลูก ทั้งการเสียบบัตรแทน การควบคุมการอภิปรายสภา เอกสารตัวร่างที่ผิดระเบียบ แต่ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ข้อสุดท้าย ที่ระบุถึงการทำหน้าที่ของ 312 สส.สว. ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการขัดมาตรา 68 ชัดเจนว่าจงใจ “เขี่ยบอล” ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ป.ป.ช.เองก็รับลูกแบบทันควัน

“เขาไม่ยุบพรรคหรอก เพราะในทางปฏิบัติยุบพรรคก็ไม่มีผลอะไร พรรคเป็นแค่ป้ายยี่ห้อ คณะกรรมการบริหารพรรคก็ไม่รู้เอาใครมาใส่ไว้ ถ้ายุบก็แค่ย้ายพรรค จดทะเบียนพรรค ตั้งกรรมการบริหารขึ้นมาใหม่ ยิ่งลักษณ์ก็ยังอยู่ คณะรัฐมนตรีก็ยังอยู่ แต่ในส่วนการวินิจฉัยกระทำขัดมาตรา 68 ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเท่ากับ 312 สส.สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ คือยังคงสภาพ สส.และ สว.อยู่ แต่เข้าประชุมไม่ได้ โหวตไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นเท่ากับเกินครึ่งของรัฐสภาก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็จะเหลือแต่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับ สว.ฝั่งเขาเท่านั้น”

พิชิต ระบุว่า ในเมื่อรัฐสภาไม่ถึงครึ่งย่อมมีคำถามว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่หรือประชุมได้หรือไม่ เพราะตัวประธานสภาและประธานวุฒิสภาก็อาจจะไม่รอดด้วย จุดนี้เองจะเกิดช่องว่างทางการเมืองขนาดใหญ่เป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่จะเปิดช่องให้เกิดการใช้ “กลไกพิเศษ” เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 7 หรือวิธีการเลือกนายกฯ ใหม่จากเสียงในสภาที่เหลืออยู่

“พรรค ปชป.เองเขาพยายามที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อจะบล็อกไม่ให้ยุบสภา ก็ดูเหมือนเขายังอยากใช้กลไกสภาในปัจจุบัน เพื่อดำเนินการขั้นตอนอะไรบางอย่าง แต่บอกเลยว่าถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด 312 สส.สว.ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แล้วหากขืนประชุมสภาเพื่อเลือกนายกฯ ใหม่ หรือเลือกประธานสภาใหม่ หรือลงมติไม่ไว้วางใจปลดนายกฯ จากเสียง ปชป.แค่ร้อยกว่าเสียงและตั้งนายกฯ ขึ้นมาใหม่ด้วยคนของพรรค ปชป.หรือคนนอก หรือใช้กระบวนการพิเศษอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำไปถึงขั้นนั้นก็จะขาดความชอบธรรมอย่างมาก นานาชาติก็ไม่ยอมรับกระบวนการแบบนี้ และคุณอาจถึงจุดจบที่เร็วขึ้น แล้วเสี่ยงที่จะนองเลือดด้วย

...เวลานี้เพื่อไทยอยู่ในสภาวะตั้งรับองค์กรอิสระที่เตรียมรุกเป็นขั้นๆ และผมมีข้อสังเกตว่าเขาคงจะเล่นเกมเร็ว เพราะที่ราชดำเนินนัดดีเดย์อีกครั้งวันที่ 24 พ.ย. และ ป.ป.ช.ก็กำลังเคลื่อนเร็วมาก เหมือนกับว่ามีความจงใจให้ไปเจอกันในราววันที่ 2430 พ.ย. แล้ววันที่ 24 เขาก็เตรียมระดมมวลชนออกมาเยอะ เพราะฝ่ายเขาเริ่มได้ใจแล้วว่าองค์กรพวกนี้ออกมาเล่นแล้ว และในระหว่างนั้นก็อาจจะมี ป.ป.ช. หรือองค์กรอื่นออกมาซ้ำตรงนี้ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือน

...และยังมีอีกประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นลูกระเบิดฝังรอไว้นานแล้ว คือคดีโครงการรับจำนำข้าวและประมูลน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของนายกฯ เขารวบรวมสำนวนไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะเวลาที่จะเอาขึ้นมา หากชี้มูลตัวนายกฯ ก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น ตัวเคลื่อนหลักในเวลานี้ คือ ‘ป.ป.ช.’ ซึ่งมีทั้งคดี 312 สส.สว. และคดีนายกฯ ที่รอรุกฆาตจากทั้งสองทาง”

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่า นอกจากพรรคเพื่อไทยจะแสดงท่าทีไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว หากต่อไปเกิด “สถานการณ์พิเศษ” ที่เปิดทางให้เกิด “กลไกพิเศษ” ดังว่า พรรคเพื่อไทยจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปที่พลังมวลชน ซึ่งนำโดย “กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.)

“เมื่อเวทีสภาถูกสกัด เวทีรัฐบาลก็ถูกสกัด ก็จะเหลือเวทีมวลชนเพียงอย่างเดียว นปช.ต้องเคลื่อนมวลชนออกมาเพื่อแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ สนับสนุนให้ระบอบการเมืองดำเนินไปภายใต้กรอบกติกา ยืนยันไม่เอากลไกวิธีการพิเศษ ไม่เอารัฐบาลพิเศษ หรือนายกฯ วิธีพิเศษเข้ามาในช่วงระยะเวลาข้างหน้า โดยที่แกนนำต้องแยกตัวจากรัฐบาลชัดเจน คนที่เป็น สส.หรือเป็นรัฐมนตรีจะต้องไม่เข้ามา ถ้าจะเข้ามาก็ต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว เพื่อไม่ให้มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้ประชาชนมาสร้างความแตกแยก เพราะรัฐบาลนี้ยังไงก็เป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุที่นำพรรคเพื่อไทยมาสู่จุดเสี่ยงล้มเร็วกว่ากำหนดนั้นเป็นเพราะผลจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งที่ไม่เพียงสลายเกราะกำบังของแนวร่วมเดียวกัน แต่ยังดันปลุกกระแสต้านพรึ่บเต็มเมือง จนเสมือนออก “ใบอนุญาต” ให้ขั้วตรงข้ามบุกทะลวงจนรัฐบาลต้องถอยกรูดไม่เป็นท่า

พิชิตสรุปบทเรียนของพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตรงไปตรงมาว่า เจ็บแล้วไม่เคยจำ จากการพยายามประนีประนอมกับชนชั้นนำหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนถึงครั้งนี้นับว่าพรรคเพื่อไทยสาหัสกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งทำลายแนวร่วมเดียวกันและยังปิดน่านฟ้าในการกลับเข้าประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณเสียเอง

“เขาเชื่อในเรื่องซูเปอร์ดีล แล้วฝั่งนั้นก็คงส่งสัญญาณให้เหมือนกับว่ามีดีลจริง อาจมีการติดต่อพูดคุยกันผ่านตัวกลาง แล้วตัวกลางก็คอนเฟิร์มว่ามีไฟเขียว มีซูเปอร์ดีลแล้ว คงอาจผ่านไปหลายทาง ผ่านสายที่ 1 2 3 4 แต่ละสายคงคอนเฟิร์มตรงกันหมด คงเชื่อแล้วลุย แต่สุดท้ายซูเปอร์ดีลมันกลายเป็นซูเปอร์เฟก คือแหกตาครั้งใหญ่ แล้วเพื่อไทยและคุณทักษิณก็ตกหลุมแหกตาครั้งใหญ่เรียบร้อยแล้ว

...บทเรียนสำคัญที่พรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะคุณทักษิณและคนตระกูลชินวัตรต้องเรียนรู้คือ ต่อให้คุณอยากจะประนีประนอม สมยอม ยุติ หย่าศึกกับฝ่ายตรงข้ามเท่าไรก็ตาม เขาไม่สนใจหรอก 67 ปีที่ผ่านมาก็พยายามมีดีล มีซูเปอร์ดีลกันไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง และคุณก็ถูกหักหลังทุกครั้ง จนถึงเดี๋ยวนี้มันชัดเจนแล้วว่า เขาไม่ประนีประนอมกับคุณ เขาต้องการทำให้คุณหมดสิ้นทุกอย่างในประเทศไทย สิ้นฤทธิ์ทั้งเรื่องทรัพย์สินหรือเรื่องอำนาจทางการเมือง ถ้าคุณยังคิดว่าจะหาทางมีซูเปอร์ดีลในครั้งหน้าอีก คุณจะเพ้อฝันเกินไป

ทั้งพรรคเพื่อไทย ตระกูลชินวัตร และคุณทักษิณต้องรู้ ต้องเข้าใจได้แล้วว่ามันเป็นศึกทางการเมือง มันไม่ใช่ดีลทางธุรกิจ ไม่ใช่การแข่งขันแย่งมาร์เก็ตแชร์ หรือแย่งตลาดกันในทางธุรกิจ ที่อยู่ๆ ก็เอาทั้งสองฝั่งมาจับมือแล้วแบ่งตลาดกัน 50:50 เพราะคุณทักษิณชอบคิดแบบนี้ไงถึงได้คิดว่ามีดีลอยู่เรื่อย เดี๋ยวซูเปอร์ดีลบ้าง บิ๊กดีลบ้าง แต่ตอนนี้มันไม่บิ๊กดีล ซูเปอร์ดีล แต่มันเป็นบิ๊กไฟต์

...และบทเรียนที่สำคัญมากที่จะต้องเรียนรู้ คือ ถ้าคุณไม่มีมวลชนสนับสนุนเมื่อไหร่ ฝ่ายนั้นเขาจะเงื้อดาบฟันคุณทันที คุณอยู่มาได้ 67 ปีมานี้ เพราะคุณมีพลังมวลชน มีเสียงมวลชนสนับสนุนอยู่แค่นั้นเอง เพราะคุณไม่มีองค์กรอิสระ ไม่มีตุลาการ ไม่มีทหาร ไม่มีข้าราชการ ส่วนคุณก็เบาบางมาก คุณมีแต่ประชาชนเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่คุณยอมทำให้มวลชนแตกออกไป เพื่อแลกกับการที่จะได้ประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้าม เท่ากับคุณฆ่าตัวตาย ผลสุดท้ายคือคุณเสียมวลชนไปจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกัน ประนีประนอมก็ไม่สำเร็จ แล้วเขาก็อาศัยจังหวะนี้ฟาดฟันทำลายคุณจนถึงที่สุด”

อาจารย์รั้วธรรมศาสตร์ ย้ำด้วยว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทำให้การเข้าใกล้ประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ห่างออกไปอีก ในอนาคตหากจะกลับเข้ามาได้มีทางเดียว คือ ต้องชนะแบบเบ็ดเสร็จ แบบไม่มีแรงต้านจากฝ่ายตรงข้าม แต่หากยังคิดจะรอให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปแล้วรอมีซูเปอร์ดีลใหม่เพื่อออกกฎหมายนิรโทษกรรมอีกรอบหนึ่ง เลิกคิดได้เลย วิธีนี้จบแล้วไม่มีทาง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท