
มาตรา190 รธน.2550
หนึ่งในประเด็นร้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำกันแบบเรียงมาตรานั้นมาตรานี้ไปเรื่อยๆ
หนึ่งในประเด็นร้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำกันแบบเรียงมาตรานั้นมาตรานี้ไปเรื่อยๆ คือ การแก้ไขมาตรา 190 ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 วรรค 5 ระบุว่า “ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป”
แต่ในร่างแก้ไขมาตรา 190 ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2556 มีการแก้ไขวรรค 5 ดังกล่าวไปเป็นวรรค 4 โดยรวมเอาวรรค 5 กับวรรค 3 เดิมเข้าด้วยกัน เป็น
“ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคสอง [หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน – ผู้เขียน] และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา การศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญาและผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย”
การแก้ไขนี้หากพิจารณาถ้อยคำที่ใช้จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นเพียงการสลับสับเปลี่ยนคำและตำแหน่งของคำ วลี และประโยค เพื่อให้เห็นเสมือนหนึ่งว่าไม่ได้แก้อะไรมาก หากแต่ทำให้ถ้อยคำของวรรค 5 เดิมที่มีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วเสียไป ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการตัดเอาวรรค 3 เดิมที่มีข้อความว่า “ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย” ซึ่งมีความชัดเจนถึงการรับรองสิทธิของประชาชน และถ้อยคำที่รัดกุม การเปลี่ยนจากคำว่า “ให้ข้อมูล” เป็น “ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด” และตัดการชี้แจง และเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เป็นการทำให้ประชาชนเสียสิทธิ และการตรวจสอบโดยผู้แทนโดยรวมของตนไป
ยิ่งไปผนวกกับการที่หนังสือสัญญาลักษณะที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” เป็นเพียงหนังสือสัญญาที่ “มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน” เท่านั้น ยิ่งทำให้หนังสือสัญญาอันเป็นเรื่องสำคัญทั้งหลายถูกจำกัดให้แคบลงอย่างมาก ในอันที่จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และทำให้สิทธิในการตรวจสอบของประชาชนในหนังสือสัญญามากมายหลายประเภทหายไปอย่างมหาศาล
เราควรจะทำอย่างไรกับการแก้ไขนี้ ลองช่วยกันคิดดูนะครับ







