
ราชดำเนินเคลื่อนใหญ่ 25 พ.ย.
นับถอยหลังมวลมหาประชาชนนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 24 พ.ย. ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวจากประชาชนออกมาอุ่นเครื่อง
นับถอยหลังมวลมหาประชาชนนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 24 พ.ย. ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวจากประชาชนออกมาอุ่นเครื่อง แสดงพลังต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมและปฏิเสธรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนขบวนรณรงค์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่บริเวณแยกอโศกกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เคลื่อนขบวนผ่านถนนเพชรบุรี
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์และโฆษกเวทีต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมและขับไล่ระบอบทักษิณ เปิดเผยว่า การชุมนุมใหญ่วันที่ 24 พ.ย.นี้ จะอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับมวลชนที่จะเข้ามาชุมนุมมีการจัดชุดเครื่องเสียงกว่า 30 ชุด จัดสถานที่ไปจนสนามหลวง รวมถึงการพยาบาลหวังรองรับจำนวนคนมหาศาลให้เพียงพอ
“จะเชิญชวนมวลชนที่เข้าร่วมในวันที่ 24 พ.ย. นอนค้างคืนด้วยกันจนถึงเช้าวันที่ 25 พ.ย. จากนั้นจะนำมวลชนเดินไปตามสถานที่ราชการ หน่วยงานต่างๆ พร้อมดอกไม้และนกหวีด ร่วมเชิญชวนประชาชนตามสองข้างทางออกมาชุมนุมด้วย ซึ่งการเดินครั้งนี้เป็นการเดินแบบอารยะ สงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งทั้งหมดเป็นการตัดสินจากแกนนำแล้ว” เอกนัฏ กล่าว
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สมช.ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ชุมนุมวันที่ 24 พ.ย. ซึ่งหากมีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง จะพิจารณาเพื่อต่อ พ.ร.บ.ความมั่นคงไปอีก 1 เดือน แต่จะไม่ขยายพื้นที่ ทั้งนี้มีความกังวลว่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงอาจมีการยกระดับการเคลื่อนไหวมายังสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ยังเชื่อว่าผู้ชุมนุมจะเคารพกฎหมายและชุมนุมด้วยความสงบ อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มจุดตรวจอาวุธและด่านตรวจคนเข้าออกอีก 28 จุดรอบพื้นที่ชุมนุม พร้อมทั้งสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ประจำการตามจุดสูง
วันเดียวกัน นิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษากลุ่ม คปท. นำผู้ชุมนุมประมาณ 3,000 คน เดินขบวนมายังบริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรี โดยได้นำริบบิ้นผูกโบสีดำมาวางใกล้ป้ายพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งประกาศว่าการเคลื่อนขบวนนำผู้ชุมนุมเดินทางมาวานนี้ เนื่องจากเป็นที่ทำการของกบฏไม่ใช่พรรคการเมืองอีกต่อไป
ทั้งนี้ จะให้เวลา 1 สัปดาห์ปลดป้ายที่ทำการพรรคเพื่อไทยออก หากไม่ยอมปลดป้ายออกจะนำคนมาปลดออกเอง อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อขับไล่ สส. และ สว. จำนวน 312 คนต่อไป
อุทัย ยอดมณี แกนนำกลุ่ม คปท. พร้อมด้วยนักศึกษาจำนวน 10 คน เดินทางมายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่าน สาธิต สุทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานงานมวลชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้นายกฯ หยุดการปฏิบัติหน้าที่บริหารกิจการบ้านเมือง
ด้านกองทัพมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ เมื่อ พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ส่วนประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า สัปดาห์นี้สถานการณ์การเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินในประเด็นการแก้ไขที่มาของ สว.ทำให้เกิดประเด็นปัญหาการเมืองเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์การเมืองเกิดความแตกแยกและซึมลึกไปทุกองค์กร เกิดการแบ่งฝ่าย สื่อมวลชนก็แบ่งข้างถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าห่วงใยต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง บรรยากาศความแตกแยกได้เกิดขึ้นและพัฒนามาตามลำดับเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ควรยุติกันดีหรือไม่ ควรจะมีการพูดคุยกันดีกว่า เพราะทุกคนต่างรักและหวังดีต่อประเทศไทย







