
ประชาชน...ปฏิรูป!
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว.
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ สว. แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายเดินเข้าสู่กติกา แต่การตรงกันข้ามเมื่อพรรคเพื่อไทยและ สส. สว. กลับประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล
แน่นอนว่า ทำให้ความตึงเครียดทางการเมืองเพิ่มดีกรีมากขึ้นทุกขณะ และดูเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ทางตันทุกประตู
นักวิชาการกลุ่มหนึ่งในนาม เครือข่ายนักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ทั่วประเทศ อาทิ ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกหลายคน ได้ร่วมหารือเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองและเสนอทางออกต่อสังคม
เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม หนึ่งในผู้ร่วมหารือ สรุปว่า เครือข่ายฯ เห็นว่า การยุบสภา เลือกตั้งใหม่ หรือแม้นายกรัฐมนตรีลาออก รวมถึงการใช้อำนาจนอกระบบ ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายวิกฤตการเมืองได้
ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ปัญหาก็กลับมาวนเวียนอย่างเดิม และสังคมไทยก็ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนอะไร
...การยุบสภาเป็นเพียงการหนีปัญหา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศ มีความรุนแรงหลายครั้ง และผู้เกี่ยวข้องก็ยังไม่ออกมารับผิดต่อประชาชน ไม่ว่าเหตุการณ์ยึดทำเนียบฯ เสื้อแดง ชายชุดดำ รัฐบาลสมชายกระทำกับประชาชน รัฐบาลยิ่งลักษณ์กับปัญหาน้ำท่วม การกู้เงิน การแก้รัฐธรรมนูญ คดีความรุนแรงปี 2553 ที่เกี่ยวข้องกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังไม่มีความกระจ่าง
ที่สำคัญ เจษฎ์ ระบุว่า วันนี้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับระบบตัวแทนต่างๆ ไม่ว่า รัฐสภา รัฐบาล องค์กรอิสระ ทางเครือข่ายฯ จึงเห็นว่าต้องคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจหาฉันทามติร่วมกันที่จะคิดรูปแบบปฏิรูปประเทศ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่
รูปแบบคือ “1.เราจะรณรงค์สร้างความเข้าใจในแนวทางที่เครือข่ายฯ เสนอก่อน โดยให้ประชาชนทุกจังหวัดออกมาชุมนุมทุกวัน แล้วกลับบ้าน มาชุมนุมใหม่ในแต่ละวัน เพื่อสะท้อนว่าต้องการปฏิรูประบบตัวแทนเหล่านี้
2.จะรณรงค์ให้มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงสถาบันอาชีวะ ประถมศึกษา ซึ่งเป็นเยาวชนที่โตมาแล้วต้องใช้หนี้ เพื่อให้เขาบอกความต้องการที่แท้จริงว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร
3.จะเดินสายพบทุกสีเสื้อ ไม่ว่าที่เวทีราชดำเนิน นปช. เพื่อขอให้ยกปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ ไว้บนโต๊ะก่อน และทำสัญญาประชาคมว่าใครมาเป็นรัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาที่มาจากความต้องการของประชาชนที่ได้ระดมความเห็นมา”
เจษฎ์ ย้ำว่า ประเด็นหลักที่ต้องฉันทามติร่วมกันคือ จะร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ องค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. ก็อาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือก หรือหากลไกที่มาของกรรมการเหล่านี้เพื่อให้อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน “กระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาระดมสมอง 6 เดือน1 ปี จากนั้นจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่และเมื่อได้รัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ต้องทำตามสัญญาประชาคม”
“สิ่งที่เราคิดคือ ต้องคืนอำนาจให้ประชาชนตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ถ้ามีการเลือกตั้งช่วงนี้เพื่อหนีปัญหา เราจะรณรงค์โนโหวต ไม่เลือกใคร เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เราต้องการปฏิรูปการเมืองภาคตัวแทนที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน” เจษฎ์ ระบุ
ขณะที่วงเสวนาวิชาการหัวข้อ “ทางออกวิกฤตประเทศไทย” คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้มีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปประเทศ
บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า ระบุว่า ประเทศไทยเดินสู่วิกฤตแล้ว หลังจากนี้จะเกิด 3 แนวทาง 1.รัฐบาลยุบสภาและลาออก ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดสูงมากที่สุดภายใน 2-3 วันนี้
นอกจากนี้ ยิ่งพรรคเพื่อไทยออกมาคัดค้านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการดิ้นแสดงธาตุแท้ออกมาเหมือนนักมวยถูกชกจนติดเชือก และจะเกิดการตายหมู่ครั้งใหญ่จากการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของ สส.
2.ถ้าพลังประชาชนมากพอและกดดันบีบให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและสร้างกติกาใหม่ และ 3.อาจจะนำไปสู่วิกฤตจลาจลและทหารออกมา แต่เที่ยวนี้ประชาชนจะไม่ยอม เพราะต้องการกติกาและให้สภาเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน
“โอกาสยุบสภาสูงมาก ประชาชนต้องรีบปักธงก่อน ยุบสภาแล้วเกมจะเปลี่ยนไปอยู่ที่รัฐบาลและการเลือกตั้ง ถ้าคิดว่าการสร้างกติกาเพื่อรับใช้ประโยชน์สังคมโดยรวมต้องรีบปักธง เพราะเวลานี้มาถึงจุดที่รัฐบาลขาดความชอบธรรมมากที่สุดยุคหนึ่ง”
“วันนี้ทหารเข้ามาก็ขับเคลื่อนประเทศไม่ได้ ทหารอย่าออกมา เพราะปฏิวัติแล้วมาเป็นลูกน้องทุนมันจะเสียชาติภูมิมาก ขอให้ประชาชนเดินไปให้ถึงที่สุด เป็นโอกาสอันใหญ่หลวงในรอบ 40 ปี ที่เราไม่ประสบความสำเร็จ”
“ปี 2556 นี้เราเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว เพียงรอการประกาศของประชาชนว่าต้องการอภิวัฒน์ประเทศนี้ ประชาชนจะต้องปักธงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนที่จะมีการยุบสภา ไม่ให้นักการเมืองเพียงไม่กี่คนสูบทรัพยากรของประเทศ” บรรเจิด กล่าว
บรรเจิด ย้ำว่า ดังนั้นแม้ทหารออกมาก็จะไม่จบ ทางนี้จึงอย่าเกิด เพราะจะเสียเลือดเนื้อและทหารก็ขับเคลื่อนประเทศไม่ได้







