posttoday
นักวิชาการวิพากษ์แสดงออกทางการเมืองไทย

นักวิชาการวิพากษ์แสดงออกทางการเมืองไทย

22 พฤศจิกายน 2556

นักวิชาการแจกแจงยิบ “กลุ่มประท้วง-แนวทางรับมือ-ท่าทีเจ้าหน้าที่รัฐ” ระบุชัดหากผู้ชุมนุมละเมิดพื้นที่ความมั่นคง ตำรวจปราบปรามได้

นักวิชาการแจกแจงยิบ “กลุ่มประท้วง-แนวทางรับมือ-ท่าทีเจ้าหน้าที่รัฐ” ระบุชัดหากผู้ชุมนุมละเมิดพื้นที่ความมั่นคง ตำรวจปราบปรามได้      

เวทีเสวนาเรื่อง “การแสดงออกทางการเมืองและการยกเลิกความผิดจากการแสดงออกในอาเซียนระยะเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันเอเชียศึกษาและศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต และมูลนิธิไฮน์ริคเบิลล์ สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา

ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า กำลังศึกษาเรื่องท่าทีของรัฐที่มีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม โดยแบ่งกรอบการศึกษาออกเป็นการพิจารณารูปแบบการชุมนุม การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่รัฐ และการปะทะระหว่างกันส่งผลต่อบริบทความขัดแย้งอย่างไร

สำหรับรูปแบบการชุมนุมทั่วโลกตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา สามารถแบ่งกลุ่มการประท้วงออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ 1.การเรียกร้องระบบการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตย หรือเรียกร้องเสรีภาพมากขึ้น ตัวอย่างคือกรณีอาหรับสปริง เนปาล บังกลาเทศ ส่วนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มนี้ เนื่องจากเกิดขึ้นจากการปะทะทางความคิด

2.การเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยจะเป็นขบวนการที่เรียกร้องออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วยกลุ่มที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็นองค์กรข้ามพรมแดน และกลุ่มที่ต่อสู้เพราะรู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งมักทำงานเป็นเครือข่ายหลวมๆ

ดร.จันจิรา กล่าวอีกว่า การรับมือของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หากเป็นประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการและกฎหมายที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมมักจะใช้กำลังทหารปราบปราม ใช้อาวุธสงครามในการดำเนินการ ซึ่งในหลายประเทศยกเลิกไปแล้วยกเว้นประเทศไทยที่นำกลับมาใช้ในเหตุการณ์ปี 2553

อย่างไรก็ดี การรับมือของเจ้าหน้าที่รัฐมีการปรับตัวมาเป็นการเน้นเจรจาเป็นหลัก ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่รัฐให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพประชาชนในการชุมนุม โดยรัฐจะไม่ใช้อาวุธและจะเน้นเจรจาก่อนจะเกิดการชุมนุม แต่กฎหมายในประเทศเหล่านั้นกำหนดชัดว่าหากประชาชนต้องการชุมนุม ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าวัน เวลา สถานที่ใด สำหรับกลไกการเจรจาจะทำให้ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่ยกระดับให้เป็นสถานการณ์พิเศษ 

“เมื่อการปราบปรามยอมรับไม่ได้ และการเจรจาอาจสร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเกิดรูปแบบการจัดการแบบใหม่ ซึ่งเน้นการประนีประนอมเป็นหลัก” ดร.จันจิรา กล่าว

สำหรับการจัดการแบบประนีประนอม สามารถแบ่งออกเป็น 5 มาตรการ ได้แก่ 1.การควบคุมพื้นที่ปิดสถานที่ราชการ ซึ่งในประเทศไทยถือว่ามีพัฒนาการมาถึงขั้นนี้แล้ว โดยรัฐบาลมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมสถานที่ และจะปราบปรามได้ก็ต่อเมื่อผู้ชุมนุมละเมิดเงื่อนไข พ.ร.บ.ความมั่นคง

2.การติดตาม ซึ่งทุกวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของแกนนำผู้ชุมนุมและผู้เข้าร่วมชุมนุมผ่านทางโทรศัพท์หรือโปรแกรมไลน์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาข่าวกรองทำให้การชุมนุมอ่อนแอ 3.ลดการใช้กำลังพลของรัฐแล้วปรับมาใช้เป็นกองกำลังเอกชน โดยในประเทศไทยยังไม่มีแต่ในหลายประเทศมักใช้วิธีการนี้ ข้อดีคือหากเกิดการปราบปรามการชุมนุมด้วยกำลังรัฐจะสามารถบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบได้

4.การควบคุมทางร่างกายของผู้ชุมนุม เช่น กำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยและไม่ให้กระทบสิทธิของผู้อื่น เช่น กำหนดข้อห้าม อาทิ ห้ามใส่หน้ากาก ห้ามใช้เสียง ซึ่งในบางประเทศมีการกำหนดระดับความดังเดซิเบล การเป่านกหวีดเสียงดังอาจกระทำไม่ได้ 5.อาวุธที่ใช้ผ่านการพัฒนามาแล้วให้รุนแรงไม่ถึงตาย แต่ในข้อเท็จจริงคือทำให้บาดเจ็บและทำให้ตายได้ในภายหลัง โดยอาวุธเหล่านี้เพียงชะลอการตายไม่ให้ตายในสถานที่ชุมนุมเท่านั้น เช่น การใช้ปืนช็อตไฟฟ้า ทำให้มีผู้เสียชีวิต 400-500 ราย ในโรงพยาบาล

ดร.จันจิรา กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ในการชุมนุมปี 2553 บรรยากาศคือรัฐบาลไม่ไว้วางใจตำรวจ จึงต้องการใช้กำลังทหารแทน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องประกาศกฎอัยการศึกเพื่อนำทหารออกมาใช้ เมื่อประกาศแล้วหมายถึงเข้าสู่ภาวะสงครามแล้ว ผู้ชุมนุมจากพลเมืองจะถูกมองเป็นข้าศึกจึงใช้กระสุนจริงได้ ส่วนในปี 2556 ใช้กำลังตำรวจดูแลเป็นหลัก ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะปราบปรามได้เฉพาะผู้ชุมนุมก้าวล่วงพื้นที่ความมั่นคง

“วิธีการประท้วงโดยออกมาบนท้องถนนถือว่าเชยมาก บางคนใช้แฟลชม็อบ บางคนใช้การออกสื่อ หรือมาตรการการหยุดงานซึ่งถือว่ารุนแรงกว่าการออกมาบนท้องถนน ที่ผ่านมาฟังคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดมาตรการอารายะขัดขืนก็ดูตามตำราดี พอฟังๆ ไปมันเลอะเทอะ ส่วนตัวเชื่อว่าวันที่ 24 พ.ย.นี้เป็นการหาทางลงของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ไม่รู้ว่าท่าทีของพรรคเพื่อไทยจะไปเรียกแขกให้อยู่ต่ออีกหรือไม่” ดร.จันจิรา กล่าว

ขณะที่ นายอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอำนาจนิยม แต่ในปัจจุบันพบว่าการแสดงออกทางการเมืองเปลี่ยนไปมาก กล่าวคือรัฐบาลลดบทบาทลงแต่สื่อมวลชนมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต

“ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพลเมืองไทยมันมีตัวอย่างให้เห็น อาหรับสปริงอาจเป็นเรื่องของศาสนา แต่บ้านเราอาจไม่ใช่ ที่เห็นชัดคือมีความกระตือรือร้นเข้ามาจากการใช้สื่อออนไลน์” นายอุกฤษฏ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท